**

 

ใกล้แล้ว.. มันใกล้เข้ามาแล้ว!!

 

 

19-24 เมษายน 2551..

 

 

 

มันไม่ใช่วันหวยออก..

 

แต่มันเป็นช่วงเวลาของการฝึกภาคสนาม หรือ เข้าป่า หรือชื่อเป็นทางการคือ..

 

"การฝึกการยังชีพในป่า"

 

 

..ฝึกหนัก เรียนหนัก มา 2 เดือนกว่า.. เพื่องานนี้งานเดียว

 

 จัดว่าเป็น hight-light ของการฝึกวิชาทหารเลยก็ว่าได้

 

เห็นอาจารย์ว่า..

 

วันสองวันแรก.. มัทั้งยิงปืน (HK33) โดดหอ ปีนผา บลาๆๆๆ

 

ได้ยินแล้วอยากกรี๊ด.. อยากเล่นจนตัวสั่น ฮ่าๆๆๆๆ

 

 

แล้วจากนั้นก็จะถูกปล่อยเกาะ เอ๊ยย..ปล่อยป่า

 

 

ว่าแต่..

 

 

ยังไม่ได้จัดของ จัดกระเป๋าเลย  = ="

 

ลอง list รายการสิ่งที่ต้องเอาไป..

 

แล้วก็คิดว่า..

 

"ตรูจะยัดมันลงไปหมดมั้ยฟระเนี่ย!!"

 

ฮ่าๆๆๆ..

 

งั้นก็ขอตัวกลับไปเตรียมของก่อนนะคะ

 

ถ้ารอดชีวิตกลับมา.. จะมาเล่าให้ฟังว่าสนุกขนาดไหน 

 

 

**

 

 

edit @ 17 Apr 2008 15:51:22 by Sephil ~* ด้วยรักและปลาทู *~

**

 

สวัสดีปีใหม่ค่ะ...

 

 

สงกรานต์แล้ว.. มีใครไปเที่ยวไหนกันมั่งรึยัง??..

 

 

ไปเที่ยวยังไง ที่ไหนก็ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ และระมัดระวังสุขภาพนะคะ..

เพราะเกิดป่วยไข้ขึ้นมา.. หมดสนุกแย่เลยเนอะ  (^^)

 

 

วันนี้เลยจะมาเล่าถึงโรคที่ควรระวังเมื่อไปเล่นสงกรานต์..  ระวังเอาไว้ก่อนสักนิดจะได้ไม่หมดสนุกนะคะ

 

โรคลมแดด

 

 "โรคลมแดดเป็นภาวะวิกฤติของร่างกาย ที่ไม่สามารถควบคุมความร้อนได้ เนื่องจากอากาศร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง 5-10 องศาเซลเซียสในระยะเวลาสั้นๆ" ภาวะนี้...จะทำให้สมองรู้สึกชินชากับความร้อนที่ได้รับ จนไม่รู้สึกกระหายน้ำ...ทั้งๆที่สมดุลน้ำและเกลือแร่ในร่างกายเสียหาย

        ส่งผลให้ระดับความดันเลือดตก...เลือดที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบไปเลี้ยงสมอง กล้ามเนื้อ และอวัยวะต่างๆ ไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการไตวาย หากเป็นมากๆ เซลล์กล้ามเนื้อก็จะเริ่มแหลกสลาย มีของเสียตกตะกอนในไตทำให้เกิด ไตวายซ้ำซ้อน และเสียชีวิตในที่สุด “โรคลมแดด จะเห็นเป็นข่าวบ่อยๆ กับชาวบังกลาเทศทำให้มี ผู้เสียชีวิตครั้งละมากๆ”

 

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวัง ได้แก่ ทารก เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนที่มีความพิการทางสมอง จิตประสาทแปรปรวน เป็นโรคหัวใจ ความดัน คนเหล่านี้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือปรับตัวเองได้ไม่ดี

        อีกข้อที่สำคัญ...ความร้อนของอากาศ ยังขึ้นกับความชื้นในอากาศ ซึ่งป้องกันไม่ให้เหงื่อ ระเหยระบายความร้อนออกไม่ได้ ทำให้ความร้อนจริงที่ร่างกายต้องเผชิญสูงมากขึ้น ยิ่งอยู่กลางแดด และมีลมร้อนจัด...สภาวะแวดล้อมแบบนี้จะอันตรายยิ่งขึ้น

 

     ....ความรุนแรงและอันตรายจากแดด 

 

        ระดับแรก.. แดดเผา ผิวบวม แดง ลอก

        ระดับที่สอง... ตะคริวตามน่อง กล้ามท้อง       

        ระดับที่สาม... เพลียรุนแรง ใกล้จะช็อก ตัวเย็นชืดชื้น ชีพจรเร็วเบา เป็นลม อาเจียน แต่อุณหภูมิร่างกายยังปกติ

        ระดับที่สี่... ฮีต สโตรก (Heat stroke) ถือเป็นภาวะฉุกเฉินวิกฤติ อุณหภูมิร่างกายอาจสูงถึง 41 องศาเซลเซียส ผิวแห้ง ร้อน ชีพจรเร็ว แรง อาจหมดสติ ถึงขั้นเสียชีวิต

 

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นคือ หลบแดด ผึ่งลม ประคบเย็น และจิบน้ำ ถ้า อาการหนักมาก การใช้น้ำเย็นอาจทำให้เกิดตะคริวท้อง ให้นอนราบหรือตะแคง

        หากอาเจียนร่วมด้วย จำไว้ว่า...การดื่มน้ำจะทำให้เกิดอันตรายในระดับ 3 และถ้ามีอาการในระดับ 4 ห้ามให้น้ำดื่มเด็ดขาด เพราะจะเกิดอันตรายรุนแรงได้

 

          อาหารที่ควรทาน  ควรจะเป็นอาหารธาตุเย็น ผัก ผลไม้ทานให้เยอะๆ ผัก ผลไม้ที่มีน้ำมากๆ มีผลดีต่อร่างกาย เพราะมีเกลือแร่มาก... ทดแทนส่วนที่สูญเสียไปกับเหงื่อ และปัสสาวะ...ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย

        "ผลไม้ต้องห้าม...คือผลไม้ร้อน เช่น ทุเรียน เงาะ ลำไย ทานแล้วอาจทำให้ ไม่สบายตัว ถ้าเป็นเครื่องดื่ม...ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ ของหวานจัด"

...

ส่วนโรคอื่นๆที่เกิดขึ้นได้บ้างก็อย่าง..

     - โรคในระบบทางเดินหายใจ อย่างเป็นหวัดเป็นไข้  แก้ได้ง่ายๆคือเมื่อเล่นน้ำเสร็จแล้วต้องรับทำความสะอาดร่างกาย  และทำให้ร่างกายตนเองอบอุ่น

     - โรคอาหารเป็นพิษ  อุจจาระร่วง บิด ไข้ไทฟอยด์  มักเกิดจาก อาหารและน้ำที่ไม่สะอาด  ซึ่งถ้าน้ำที่เค้าสาดมามันสกปรกก็อย่าไปกลืนมันลงท้องนะคะ  เหอๆๆ

     - โรคขาดน้ำ  เพราะอากาศร้อนจัด.. แก้ง่ายเหมือนกัน  ไปหาเครื่องดื่มเกลือแร่มาดื่มซะ

       

 สุขภาพเนี่ย..รักษาไม่ยากเลย  สงกรานต์เองก็เหลือตั้งหลายวัน  ดูแลสุขภาพกันนิดนึง  จะได้เล่นได้นานๆ

^^

สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะทุกท่าน

**

**

 

คราวก่อนมัวแต่ย้อนความหลังจนอัพไม่จบ  แถมมัวแต่ยุ่งทำโน่นทำนี่.. สุดท้ายแล้วเลยยังไม่จบตอนซักที 

 

มาคราวนี้ก็..ไปสูบรูปจากกล้องคนอื่นได้มาเพิ่มอีก (รูปที่เคยลงก็เอาของน้องในกลุ่มมา  ฮ่าๆ  ไม่ลงทุนเลย  ^^)   

 

สุดท้ายก็ตัดสินใจโละของเก่ามารวมไว้ในตอนเดียวให้มันจบๆไปซะเลย  ..

 

ใครที่อ่านต่อจากคราวก่อนก็อย่าเพิ่งรำคาญนะคะที่ต้องอ่านเรื่องซ้ำๆ  แหะๆ  แบบว่าอยากโชว์รูป

 

 

ปล1. นางแบบนายแบบนั้นไม่มีรูปของข้าพเจ้าเลย  ฮ่าๆ 

ขอบคุณ น้องออย 0904  กับพี่เก่ง 0512 ไว้ ณ ที่นี้ค่ะ..

 

ปล2. โหลดนรกไปหน่อยมั้ง  แหะๆ  ต้องขอโทษด้วยละกันค่ะ

 

 

 

 

ชื่อภารกิจ เดินทาง(ด้วยเท้า)ระยะไกล 17 กิโลเมตร

สถานที่  เขตคลองสามวา กทม.

 

วันแห่งการทรมานสังขารเริ่มจากการตื่นนอนตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง  รีบน้ำแต่งตัวทั้งที่ยังไม่อยากลืมตา 

แต่งเครื่องแบบเสร็จ  ก็ตรบเช็คอุปกรณ์ในเป้ที่ต้องแบกมันไปในวันนี้อีกครั้ง (ที่จริงก็มีแค่ผ้าห่ม กับชุดกันฝน)

รวมทั้งกระติกน้ำและผ้าพันคอ..

 

ออกจากหอตี 5.. 20 นาที

 

มาถึงโรงเรียนตี  5  ครึ่งพอดี..

 

 

พร้อมรายงานธง..อันเป็นกิจวัตรประจำวัน..

 

 

รีบเปลี่ยนเป็นชุดฝึก  พร้อมกับแต่งตัวแบบครบเครื่อง   

 

 

 .. รวมพล.. ก่อนเดินทาง

 

 

 

และแล้ว.. 6.30  เราก็ขึ้นรถกัน  พร้อมออกเดินทางไปยังจุดหมายแรก..

 

 

 

ถึงโรงเรียนอะไรซักอย่างอันเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางในวันนี้ ..

เตรียมเข้าห้องน้ำ ..เติมน้ำใส่กระติก

 

(ช่างเป็นกระเป๋าที่ดูดี๊...ดูดี  แต่ของจริงนี่.. โครตจืด)

 

 

 .. และเมื่อได้ฤกษ์เดินทาง  เราก็เดินเรียงแถวกันไปท่ามกลางแดดที่เริ่มร้อนระอุ..

 

 

 

ทีแรกก็เดินริมทางด่วน  แล้วก็เริ่มเลี้ยวเข้าซอย  ลัดเลาะตามทุ่งนา (กลางกรุงเทพ) ชมวิวไปเรื่อยๆ  จนถึงที่หมายแรก (ไม้ที่ 1)  วัดแป้นทองโสภาราม..

 

 ที่นี่เราได้พักกัน 25 นาที  ได้พักเท้ากันหน่อย  ค่อยมีแรงขึ้นนิดนึง..  พอหมดเวลา  เราก็เริ่มเดินทางกันต่อ  โดยที่บางส่วนต้องเปลี่ยนรองเท้าคอมแบทเป็นรองเท้าผ้าใบ เพราะคอมแบทมันเริ่มกัด  บางคนก็ขอลาขึ้นรถพยาบาลเพราะเดินไม่ไหว..

 

 

 

 

 

ได้พักกันหน่อย.. ร่าเริงเชียว..

 

 

 

หมดเวลาพัก

 

 

 

ฟังการนัดหมายอีกครั้ง..และเตรียมตัวเดินทาง

 

 

 

 

และเดินทางออกจากวัดซึ่งเป็นจุดหมายแรก..

 

 

 

 

 

เดิน เดิน เดิน...และเดิน

 

 

เดินกันไปตามคันนา...

 

 

 

ข้าวข้างทางกำลังออกรวง.. สวยมากกกกกก..

 

 

ไม้นี้เป็นช่วงที่เดินค่อนข้างสบาย.. ชมวิวลัดเลาะป่ากับทุ่งนาไปเรื่อยๆ  เริ่มสนุกกับมันแล้ว..

 

เหมือนมดเลยเนอะ (^^)

 

ในเริ่มตั้งเค้า..

 

และผ่านไปซักพักนึง  ฝนก็เริ่มเทลงมา..

 

แต่เรายิ่งสนุกกันใหญ่  เพราะต้องเดินตากฝน  อากาศก็เย็นดี  แต่พอเริ่มจกหนักขึ้น ครูฝึกก็สั่งให้เอาผ้ากันฝนมาใส่ 

 

ช่างเป็นคำสั่งที่ทำร้ายจิตใจจริงๆ  เพราะว่า..ไอ้ผ้ากันฝนก็ฉันมัน.. โคตรรรรรรรรรรรโสโครกกกกกกกกกกกก

 (Y_____Y)

 

คนที่ใช้มันมาก่อนหน้าฉันมันเล่นเอาไปคลุกโคลน  พอมันแห้งมันก็เป็นคราบดินติดเต็มไปหมด  ทั้งด้านหน้าด้านหลัง เห็นแล้วอยากจะร้องไห้ เพราะคนอื่นนี่สะอาดเอี่ยม .. T[]T

 

ชีวิตช่างโหดร้าย.. (T____T)  แต่ในเมื่อเป็นคำสั่ง  ก็เลยต้องจำใจใส่มันทั้งที่เปื้อนๆแบบนั้น..

 

ทรมานใจจริงๆ ..พับผ่า

 

 

(พี่ป๊อบของน้องๆยังร่าเริงได้เสมอ)

 

 

และเราก็ต้องงัดเอาผ้าตันโจ (ผ้ากันฝน) ออกมาห่ม

เดินกันโต๋เต๋ อย่างร่าเริงท้าลมฝน..  จนมาถึงจุดพักที่ 2..

 

 

 

ใส่เสื้อกันฝนแล้วก็ออกมาเป็นแบบนี้แหล่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

 

 พักกัน 20 นาที.. เข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำ  และ..กิน (= =)"

 

ถ้าใครคิดว่าบรรดาสาวๆจะเป็นผู้ดูแลเสบียงล่ะก็.. ไม่ใช่เลย

 

งานนี้หนุ่มๆ ทั้งหนุ่มน้อยและหนุ่มเหลือน้อยที่มีประสบการณ์มาแล้วต่างก็พกเสบียงกันมาเต็มพิกัด  ตั้งแต่น้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋  ข้าวเหนียว ไก่ย่าง(ห้าดาว) ข้าวกล่อง ไม่เว้นกระทั่งผลไม้อย่างมะม่วง!!

 

เราเลยได้กินแก้หิวกันไป  ช่วยให้หายเหนื่อยได้เยอะเลย..

 

 

หลังจากกินกันอิ่มหนำสำราญ  พักเท้ากันเสร็จ  เราก็ต้องเก็บผ้ากันฝนเพราะฝนหยุดแล้ว.. และเดินทางกันต่อไป

 

 

 

และหนทางครั้งนี้ก็แตกต่างๆออกไปอีกแล้ว..

 

 

 

จากที่เดินลัดเลาะทุ่งนา  เราก็มาเดินเลียบคลองสามวา  ซึ่งตรงที่เดินนั้นเป็นทางคอนกรีต  กว้างประมาณ 1 เมตร  ขอบไม่มี  รั้วกั้นไม่มี  ทางคอนกรีตมันตั้งขึ้นมาจากบริเวณริมตลิ่งของคลอง.. 

 

 เดินคราวนี้เราต้องเดินกันเรียงเดี่ยวจริงๆ  ฉันก็ก้มหน้าก้มตาเดินไป  ไม่คุยกับพี่ในกลุ่มเลย  เพราะว่า..

 

 

 

กลัวตก..  (= =)"

 

 

 

ทางซ้ายก็เป็นคลอง  ทางขวาก็เป็นที่ว่างซึ่งห่างจากริมตลิ่งจริงๆประมาณ 3 ฟุตได้

 

 แบบในรูปนี่เลย..

 

ทางก็แคบ ถนนก็ลื่น ยังต้องข้ามสะพานอีก .. ทุลักทุเลจริงๆ

 

 

ระหว่างทางก็มีร้านขายของขายขนมเยอะแยะ..

 

ล่อตาล่อใจอย่างแรง!!

 

 

ทั้งร้านก๋วยเตี๋ยว  ร้านผลไม้  น้ำแข็งไส และอีกสารพัด

 

 

แต่..  กินไม่ได้ 

 

 

เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวยังอุตสาห์ตะโกนถามมา  "เอาน้ำข้น รึน้ำใสดีคะ"

 

งือๆๆ.. ใจร้ายอย่างแรง 

 

แต่ก็นึกสงสารแม่ค้านะ.. คงจะนึกว่า  "โห.. มากันเป็นร้อย (112 คน อาจารย์อีก 10 กว่าคน) แต่ไม่ซื้อซักชาม!!"

 

งือๆๆ.. ใจร้ายพอกันล่ะเนอะ  เหอๆ

 

และเวลาก็ล่วงเลยมานานนนน..

 

จู่ๆ ครูฝึกก็สั่งให้หยุดเดิน  แล้วหันมาถามว่า 

 

"เดินต่อไปที่ไม้ 4 เลย  จะไหวกันไม๊  ไม่ต้องหยุดที่ไม้ 3 น่ะ?? เพราะว่าไปอีกหน่อยเดียวเอง"

 

พวกเราก็ตกลงตามนั้น เพราะได้ยินคำว่า "หน่อยเดียว"

 

 

แต่ดั๊นนนนลืมไปว่า.. ไอ้หน่อยเดียวของอาจารย์เนี่ยอีก ประมาณ 3 กิโล  (= =)"

 

 

แล้วยังบวกจากที่เดินๆกันจนจะครบ 4 กิโลอยู่รำไร.. ก็ เท่ากับว่า

 

"ต้องเดินกัน 7 กิโล แบบไม่หยุด!!"

 

 

เง่อออ...

 

 

ท้ายที่สุด.. แม้จะเมื่อย แม้จะเหนื่อย  ก็ต้องกลั้นใจเดิน  ใครจะเดินไม่ไหวก็ต้องเดินเพราะทางที่เดิน..

 

 

"รถพยาบาลมันเข้ามาไม่ถึง!!"

 

กลั้นใจกันเดินไปเรื่อยๆ  ล้ากันทั้งนทน. (นายทหารนักเรียน) และครูฝึก  และแล้ว..

 

 

เราก็เห็นยอดเจดีย์วัดอยู่รำไร.. เราเร่งฝีเท้ากัน  และก็ถึงที่หมายในที่สุด..

 

 

แต่..เราก็ยังไม่ได้รับอนุญาติให้พัก  เรายังต้องเข้าแถวกันอีก  แต่ไม่นานก็ปล่อยเราขึ้นรถกลับโรงเรียน (พักกันไปบนรถนั่นแหละ)

 

โทรมโครตๆเลย  (= =)"

 

 

 

ถึงโรงเรียนซะที!!!

 

 

แล้วก็สลายตัวกันไปกินข้าว  และแยกย้ายกลับบ้าน..เพื่อ   "นอน!!"

 

..

 

 

เป็นอันว่า  ภารกิจนี้เสร็จสิ้นไปอย่างสมบูรณ์.. การทดสอบความอดทนครั้งแรกผ่านไปได้ด้วยดี

 

เหลือก็แต่..

 

 

"ฝึกภาคสนาม"  หรือ  "เข้าป่า"

 

 

หลังสงกรานต์นี้แน่นอน!!  เจอกันแน่!!

 

 

**