..ทั้งที่คิดว่าจะตัดใจได้..


นัยน์ตาสีม่วงเปิดค้าง


..ทั้งที่คิดว่าจะทำใจได้..


ร่างบางยืนนิ่งอย่างไร้ลมหายใจ


..ทั้งที่คิดว่าจะไม่เป็นไร..


ขาเล็กทั้งสองข้างแข็งดุจหิน


..ทั้งที่คิดว่าจะผ่านมันไปได้..


แขนบางสองข้างทิ้งห้อยแนบลำตัว


..แต่ทำไมมันถึงไม่เป็นอย่างนั้นล่ะ!..


..ทำไม..


..ทำไม..


..แค่เห็นเงา ก็โหยหาอยากจะกลับไปซบกับอกกว้างของเขา..


..แค่เห็นชายเสื้อคลุม ก็โหยหาไออุ่นจากกายนั้น..


..แค่เห็นผมที่พลิ้วไหว ก็โหยหาสัมผัสยามที่มันลื่นไหลผ่านปลายนิ้ว..


..อยากจะเข้าไปหา..


..อยากจะบอกว่ารัก..


..อยากจะกอดเขาไว้..


..อยากจะทำทุกอย่างเพื่อรั้งเขาไว้ข้างกาย..


..แต่มันก็เป็นแค่ฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง..


..ที่สุดแล้วก็ตัดใจไม่ลง..


..และกลับมาเป็นอย่างเดิม..


..รักไม่ได้..เลิกไม่ได้..


..ไม่รู้จะทำยังไง..


ลูเคียยืนพิงกำแพงบ้านหลังหนึ่งด้วยน้ำตาที่ไหลบ่า

เพราะการเสียเวลาคุยกับยูยะซามะทำให้เธอถูกรั้งไว้ที่ต้นตรอกนั้น ประจวบเหมาะกับที่เบียคุยะเดินผ่านมาพอดี แม้จะเห็นเพียงชายฮาโอริกับปลายผมยาวที่ปลิวสยาย น้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้วก็หลั่งรินออกมาอย่างรุนแรงจนไม่อาจกลั้น


เธอยกมือกุมหน้าอกด้วยเจ็บปวดจากภายใน เธอออกวิ่งไปจากที่ตรงนั้นอย่างไร้จุดหมาย


เธอรู้สึกคล้ายจะเป็นบ้า ความคิดฟุ้งซ่านต่างๆหวนคืนมาอีกครั้ง เธอต้องการบ่าของใครสักคนช่วยแบกรับมัน เธอไม่อาจอยู่คนเดียวและคิดอะไรต่อมิอะไรวกไปวานมาได้อีก


ภาพใบหน้าของเพื่อนวัยเด็กลอยขึ้นมาเมื่อเธอกำลังต้องการที่พักใจ ลูเคียเม้มปากแน่นนึกถึงสิ่งที่เร็นจิเคยพูดกับเธอไว้ว่าบ่าของเขาพร้อมจะช่วยแบกรับทุกสิ่งจากเธอ..


ลูเคียตัดสินใจวิ่งไปทางหอพักของหน่วยหก ที่ๆเขาจะอยู่ที่นั่น และมีอกอุ่นช่วยปลอบประโลมเธอ

************************************



ลูเคียยืนนิ่งอยู่หน้าบานประตูไม้บานหนึ่งบนชั้นสามของหอพักหน่วยหก ห้องริมสุดที่มีขนาดใหญ่กว่าห้องอื่น ห้องของเร็นจิ


ร่างบางกลั้นใจยกมือขึ้นเคาะประตูสองครั้ง เสียงเจ้าของห้องก็ดังลอดออกมาว่ารับรู้แล้ว เสียงฝีเท้าหนักเดินมาที่ประตูและเปิดออก พร้อมกับร่างสูงที่มองเธออย่างแปลกใจระคนตกใจอย่างยิ่ง


"ลูเคีย เกิดอะไรขึ้น" เสียงห้าวของเขาถามอย่างตื่นตระหนก มือแกร่งสองข้างเขย่าตัวเธอเบาๆ ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยอะไร น้ำตาเธอก็ร่วงเผลาะลงมาเป็นสาย เธอมองเขาผ่านนัยน์ตาที่พร่ามัว เธอพยายามฝืนยิ้มแต่เขากลับไม่ยิ้มให้เธอ


ลูเคียรู้สึกตัวลอยเมื่อร่างบางเบาของเธอถูกเขายกเข้าไปในห้องอย่างง่ายดาย เธอไม่ขัดขืน ไม่คิดขัดขืน เมื่อเท้าเธอแตะพื้นเธอก็หมดแรงจะยืนต่อ เธอเกาะเสื้อเขาแน่นและดึงรั้งร่างสูงลงนั่งกับเธอ เธอร้องไห้จนตัวโยน และกรีดร้องใส่อกเขา


เธอโทษตัวเองที่อ่อนแอ แค่ตัดใจแค่นี้ก็ทำไม่ได้ จะก้าวต่อก็ไม่ได้


..เธอโทษรักต้องห้ามอันเส็งเคร็งที่ทำให้เธอไม่เหลือทางเดิน


..เธอโทษฮิซานะที่ดันไปแต่งงานกับเเบียคุยะ..


..เธอโทษเบียคุยะที่ไปรับเธอมาในฐานะน้องบุญธรรม..


..เธอโทษเบียคุยะที่เกิดในตระกูลสูงส่ง..


..และโทษตัวเองที่ไปหลงรักเบียคุยะ..


มือแกร่งหนาที่ประคองเธอเอาไว้ลูบหลังเธอเบาๆโดยไม่ซักไซ้อะไร กอดนั้นอุ่นจนเธอรู้สึกผ่อนคลายและดีใจที่มีคนช่วยแบกรับความทุกข์นั้นไป


เธอร้องไห้จนแทบไม่มีเสียง ใบหน้าสวยยังแนบอิงกับอกกว้างจนได้ยินเสียงหัวใจเต้น มือบางยังเกาะกุมอย่างหวงแหนราวกับเขาเป็นสิ่งเดียวที่เธอเหลืออยู่


"เร็นจิ.." เธอเอ่ยขึ้นในที่สุด เธอไม่รู้ว่าเขาจะอยากฟังเธอพูดไหม แต่เธอต้องการจะพูดกับใครสักคน ระบายมันกับใครสักคน


"ไม่ว่าข้าจะพูดอะไร อย่าถามได้ไหม"


"หืม" เขาครางด้วยความสงสัยว่ามันแปลว่าอะไรวะนั่น แต่ก็..เอาเหอะ ปล่อยให้พูดไปเรื่อยๆคงจะดีกว่าสินะ "เอาสิ จะพูดอะไรก็ว่ามา"


"ข้ารักเขา..แต่ข้าไม่ควรรักเขา..ข้าไม่ควรคิดกับเขาแบบนั้น..เขาไม่ใช่ของของข้า..แต่ข้าก็ต้องการเขา..เขาคงไม่ได้คิดกับข้าแบบนั้น..ข้ารู้ ข้ารู้..ว่าข้ารักเขาข้างเดียว..แต่ข้าตัดใจไม่ได้..ข้าไม่รู้ว่าจะทำยังไง..ข้าควรทำยังไง เร็นจิ"


"เจ้าถามข้าจริงๆน่ะ" เสียงทุ้มนั้นถามเธอกลับ เธอพยักหน้าหงึกๆที่อกเขา "ไม่เห็นต้องตัดใจนี่"


"หืม" ลูเคียผละออกจากอกนั้น และมองสบนัยน์ตาสีเพลิงมองหาคำอธิบาย


"เจ้าก็รักต่อไปสิ ถึงเขาจะไม่รักเจ้า--" เขาว่าเสียงจริงจัง


"เจ้าไม่เข้าใจ..มันเจ็บ..เวลาที่มองเขาแล้วไม่มีสิทธิ์ในตัวเขา--"


"ทำไมข้าจะไม่เข้าใจ" เขาเปรยเสียงเข้มขึ้นมา "ข้าเข้าใจ ลูเคีย ข้าเข้าใจ.. ฟังข้านะ มันไม่ผิดหรอกที่จะแอบรักเขาคนนั้นน่ะ"


"ทั้งที่เขาเป็นพี่ชายน่ะนะ!?" เธอตะโกนใส่เขาแล้วต้องรีบเอามืออุดปากตัวเอง เธอไม่คิดจะบอกเร็นจิว่าใครคือผู้ชายคนนั้น แต่ที่สุดเธอก็หลุดปากออกไป


หากเร็นจิกลับมีท่าทีไม่แปลกใจ จนเธออดถามไม่ได้ "เจ้ารู้??"


เขาพยักหน้า "ข้ารู้ ลูเคีย ว่าเจ้ารักหัวหน้า" เธอนิ่งไป เขาพูดต่อ "สายตาเจ้ามันฟ้องเวลาอยู่กับหัวหน้า"


"งะ..งั้นเหรอ" ลูเคียมองเขากลับอย่างอายๆ "อย่าบอกใครนะ"


เร็นจิหัวเราะลั่น "ถึงข้าไม่พูด เค้าก็รู้กันทั่วอยู่แล้ว"


"อะไรนะ!" หน้าขาวนวลแดงจัดในทันที


"ข้าบอกว่าเค้ารู้กันหมดแล้วว่าเจ้ารักคุจิกิ เบียคุยะ ชัดไหม" เร็นจิว่าขำๆเมื่อเห็นท่าทีเขินจัดของลูเคีย เขาเห็นสีหน้าแบบนั้นแล้วรู้สึกได้ว่าเธอรู้สึกดีขึ้นแล้ว บางทีถ้าเขาชวนคุยเรื่องสนุกๆ ยัยนี่คงสบายใจขึ้น "ข้ามีดังโงะเหลืออยู่หน่อย อยากกินหรือเปล่า"


"อืม ก็ดี" เธอตอบยิ้มๆ ร่างสูงลุกเดินไปหยิบจานขนมมาให้เธอ "นี่ มีครั้งนึงข้าเคยฝันถึงฮอลโลว์ดังโงะล่ะ"


"เจ้ากินมากไปรึเปล่า เก็บไปฝันได้ขนาดนั้น"


ลูเคียหัวเราะคิกคัก "ข้าฝันว่าถูกไม้เสียบดังโงะแทงพุงเอาด้วยนะ"


"เจ้าก็เป็นแบบนี้ประจำนี่นา ชอบเก็บเรื่องของกินไปฝันเป็นตุเป็นตะอยู่เรื่อย" เร็นจิยิ้มกว้าง


ชายหนุ่มมองเธอ เธอมองเขา และทั้งคู่ก็หัวเราะให้กัน ลูเคียรู้สึกว่าอารมณ์ดีขึ้นมาก ไม่ซึมเศร้าอีกแล้วและตัดสินใจได้ว่าจะรักเบียคุยะต่อไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น


ทั้งสองคนคุยกันต่ออย่างสนุกสนานจนเกือบสามทุ่ม ลูเคียจึงปลีกตัวออกมาเพื่อไปตามนัดของยูยะซามะ



***************************************



..เมื่อไหร่เจ้าจะกลับมา..


..สี่ทุ่มกว่าแล้ว..


..เจ้าไปอยู่ที่ไหนกัน..


..แต่ข้าจะรอ..


..ไม่ว่าจะอีกนานแค่ไหน..


เสียงฝีเท้าบ่าวไพร่และสาวใช้วิ่งกันอึกทึกครึกโครมที่โถงทางเดิน ทำให้เบียคุยะย่นคิ้วอย่างไม่พอใจ แต่ก่อนที่เขาจะออกไปสั่งให้ทุกคนเงียบเสียงลง ประตูห้องอ่านหนังสือของเขาก็เปิดขึ้นก่อน


"เบียคุยะซามะ คุณหนูนอนสลบอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ขอรับ"

_________________
ตอนที่ 16



15 กรกฎาคม


..นี่เจ้าคิดอะไรของเจ้าอยู่กันแน่? ลูเคีย?!..


..ข้าไม่เข้าใจเจ้าจริงๆ..


..ฮิซานะ..


..นางบอกว่ามันคือความผิดพลาด..


..ถูกล่ะที่ว่าข้าขาดสติเพราะฮอลโลว์นั่น แต่--..


"อ่า เอ่อ" เสียงเร็นจิอ้ำอึ้งคล้ายไม่แน่ใจนักว่าจะพูดดีไหม "หัวหน้าครับ ตรงนี้ท่านเขียนผิดนะครับ"


"เอาวางไว้ เดี๋ยวข้าแก้อีกที" หัวหน้าคุจิกิตอบกลับอย่างรำคาญโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองรองหัวหน้าของตนที่ไม่รู้ว่ามายืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานตั้งแต่เมื่อไหร่


น้ำเสียงสะบัดของเบียคุยะทำเอาเร็นจิมือไม้สั่นพั่บๆ เหงื่อเม็ดเป้งแตกตามร่องนิ้วและซอกคอ ปกติเขาก็ชินกับน้ำเสียงเย็นเหมือนน้ำแข็งของหัวหน้าอยู่หรอก แต่วันนี้มันเย็นกว่าเก่าอีกน่ะสิ เขาแอบเหลือบตามองเบียคุยะผู้ที่ทำท่าเขียนหนังสือแต่มือที่ถือพู่กันอยู่นั้นไม่ขยับเขยื้อนมานานสองนานจนน้ำหมึกมันหยดย้อยไปทั่วกระดาษแผ่นนั้นหากเจ้าตัวยังคงนั่งนิ่งคล้ายสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว อาการผิดปกติขั้นรุนแรงของผู้เป็นหัวหน้าทำให้เร็นจิทำตัวไม่ถูก


"เอ่อ ฉบับนี้ท่านเซ็นกำกับผิดที่.." เร็นจิบอกด้วยเสียงหวาดๆ


"เอาวางไว้ เร็นจิ"


ชายหนุ่มผมแดงรีบเสือกกระดาษใบนั้นกลับไปไว้ที่โต๊ะที่มันเคยอยู่ตามคำสั่ง


"ส่วนอันนี้--" เร็นจิว่าพลางกลืนน้ำลายอย่างเกรงๆ จะพูดก็กลัว จะไม่พูดก็ไม่ได้ "--ท่านลืมประทับตราหน่วย"


"ถ้าอย่างนั้นก็วางกองเอกสารนั่นไว้อย่างเดิม เดี๋ยวข้าตรวจเองอีกที"


เร็นจิลอบกลืนน้ำลายครั้งแล้วครั้งเล่ารวบรวมความกล้าที่จะพูด


"ง่า หัวหน้า ขออภัยที่ข้าถามตรงๆ ท่านไม่สบายหรือเปล่าครับ"


เบียคุยะวางพู่กันลงกระแทกกับโต๊ะ เร็นจิสะดุ้งเฮือกสุดตัว ร่างสูงใหญ่ผงะถอยหลังกรูดไปสองก้าว กองเอกสารในอ้อมแขนแทบหล่นลงพื้น


"ข้าไม่เป็นไร ถ้าหมดเรื่องพูดแล้วก็ออกไปได้"


เร็นจิได้ยินดังนั้นก็ไม่รอช้าที่จะวางกองเอกสารหนาหนึ่งคืบไว้บนโต๊ะที่มันเคยอยู่ รีบโค้งคำนับและหมุนตัวพาตัวเองออกไปจากห้องในพริบตาก่อนจะโดนบังไคจากหัวหน้าที่อารมณ์บูดจัด


ทันทีที่ประตูปิดลงตามแผ่นหลังของเร็นจิ เบียคุยะทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ แววตาสีเทาหม่นมองไปยังบานประตูอย่างเลื่อนลอย


..ฮิซานะ..


..ข้าไม่ใช่เด็กหนุ่มดังเช่นหกสิบปีที่แล้วที่ไร้เดียงสากับความรัก..


..ข้ารู้ตัวเองดีว่ารู้สึกยังไงกับลูเคีย..


..พิษของฮอลโลว์นั่นจะไม่มีผลกับข้าเลย หากข้าไม่ต้องการนาง..


..แต่เพราะข้าต้องการนาง..


.."ความผิดพลาด" ที่นางเรียกจึงเกิดขึ้น..


..ข้าขอโทษฮิซานะ..


..ข้าขอโทษที่ไม่อาจทนรับสภาพการเป็นพี่ชายของนางได้อีกต่อไป..


..ข้าต้องการนาง..


..เช่นเดียวกับที่ข้าต้องการเจ้า..


..ข้าไม่รู้ว่าที่นางเรียกมันว่า 'ความผิดพลาด' นั้น เป็นเพราะนางไม่เคยมีใจให้ข้า..


..หรือเพราะนางไม่อยากยอมรับว่านางเองก็มีใจให้ข้ากันแน่..


..ข้าสงสัยเหลือเกิน..


..ว่าที่นางบอกให้ข้า "ลืม" นั้น..


..นางหมายความตามที่พูดจริงหรือเปล่า?..


..ข้าจะทำยังไงดี..


..ฮิซานะ..


..ข้าจะทำยังไงดี..



******************************************



ห้องนอนเล็กของคฤหาสน์คุจิกิ ลูเคียนั่งกอดเข่าเบียดกายเข้ากับมุมห้องคล้ายจะให้มันช่วยปลอบประโลมจิตใจที่บอบช้ำ ดวงหน้าขาวเปื้อนไปด้วยรอยน้ำตา นัยน์ตาแดงก่ำ ศีรษะอิงแนบผนังอย่างหมดอาลัย


..เจ็บ..


..เจ็บอยู่ในอก..


..เจ็บเหมือนครั้งนั้น..


..ไม่สิ..


..เจ็บยิ่งกว่า..


..ทำไมนะ..


..ทำไมข้าต้องไปรักคนมีเจ้าของแล้วทุกที..


..ครั้งนั้นก็ไคเอ็น..


..ครั้งนี้ก็ท่านพี่อีก..


..ทำไมข้าถึงได้เป็นคนบาปอย่างนี้กันนะ..


..รู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่มีใจ..


..แต่ก็ห้ามตัวเองไม่ให้รักไม่ได้..


..รัก..


..แต่ไม่อาจครอบครอง..


..รัก..


..แต่ไม่อาจเป็นเจ้าของ..


..แม้ร่างกายจะเป็นของกันและกัน..


..แต่ใจนั้น..


..กลับแบ่งแยก..


..ไคเอ็นโดโนะ..


..ข้าควรทำยังไงดี..


..ข้าต้องตัดใจให้ได้ใช่ไหมคะ..


..ทั้งที่มันเจ็บเหลือเกิน..


..แต่ข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่น..


..ไม่มีทางเดินใดเหลือไว้ให้ข้า..


..นอกจาก ตัดใจ..


ลูเคียยิ้มเยาะให้กับหนทางอันเจ็บปวด เส้นทางเดียวที่เธอต้องเดิน ทั้งที่แค่คิดก็เจ็บร้าวไปทั้งร่างกายและจิตใจ แต่เธอก็ยังต้องก้าวไป เธอไม่มีทางให้ย้อนกลับ มีแต่ต้องเดินต่อไป..เท่านั้น


..นั่นสินะ..


..เจ้ามัวมานั่งพร่ำเพ้อหาสวรรค์วิมานอะไรกันล่ะนี่..


..เจ้าน่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าเจ้าไม่มีทางเลือกอื่น..


..ต่อให้เจ้าอ้อนวอนกับพระเจ้า..


..หรือต่อให้เจ้าทำสัญญากับปิศาจ..


..สิ่งที่เจ้าปรารถนาก็ไม่มีวันเป็นจริงขึ้นมาได้..


..ท่านพี่น่ะสูงศักดิ์..


..สูงเกินกว่าที่เจ้าจะเอื้อมถึง..


..ตัดใจเสียเถอะ..


..ไม่ว่าจะไปต่อหรือหยุดแค่นี้ เจ้าก็เจ็บอยู่ดี..


..อย่าเสียเวลาอีกเลย..


..ตัดใจซะ..


..ตัดใจ..


..


..


..แค่ตัดใจเท่านั้น..


หญิงสาวฝืนยิ้มทั้งน้ำตา บอกตัวเองว่าเธอทำได้ เธอเข้มแข็งพอจะผ่านพ้นมันไปได้ ทั้งที่ใจมันเจ็บ หน้าอกมันจุกจนแทบหายใจไม่ออก ร่างกายกำลังปริร้าวและเริ่มแตกเป็นเสี่ยง เธอซบหน้าลงกับขาทั้งสองข้างและสะอื้นอยู่เช่นนั้นต่ออีกครึ่งค่อนวัน


เธอดึงหน้าใบหน้าชื้นแฉะที่ชุ่มด้วยน้ำตามองนาฬิกาที่เดินอย่างไม่ใส่ใจว่าเจ้าของห้องจะอยู่ในสภาพเช่นไร มันยังคงทำหน้าที่บอกเวลาอย่างเที่ยงตรงเช่นเคย เธอยกหลังมือปาดรอยน้ำตาที่แก้มอย่างลวกๆ


..สี่โมงกว่าแล้ว..


..ข้าอยู่ที่นี่ไม่ได้..


..อย่างน้อยก็ไม่ใช่วันนี้..


..ข้าต้องออกไปจากที่นี่..


..ก่อนท่านพี่จะกลับมา..


..ข้าทนไม่ได้ หากต้องเห็นหน้าท่านพี่วันนี้..


..กลัว..


..ข้ากลัวเหลือเกิน..


..กลัวว่าหากข้าเห็นแม้เพียงชายฮาโอริ ข้าจะไม่อาจตัดใจ..


..เพราะฉะนั้น ถ้าจะไปก็ต้องรีบไปเสียตั้งแต่ตอนนี้..


เธอลุกพรวดเตรียมไปหยิบห่อผ้า แต่แล้วก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าหากบ่าวไพร่ในบ้านเห็นเธอหอบผ้าหอบผ่อนออกไปล่ะก็ต้องเป็นเรื่องแน่ ทำเป็นออกไปเดินเล่นคงจะดีกว่า จะได้ไม่ผิดสังเกตุ


เธอพยักหน้าให้กับตัวเอง ร่างบางเดินปรี่เข้าห้องน้ำจัดการเสื้อผ้าหน้าผมทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทาง เธอบอกลาจั๊ปปี้บนที่นอนและเดินออกจากห้องไป


"ข้าออกไปเดินเล่นหน่อยนะ" เธอบอกเซเกะ พ่อบ้านชราที่เดินมาทักทายเธอ


ชายชราถามอย่างห่วงใย "หายดีแล้วหรือขอรับ"


"ดีขึ้นเยอะแล้วล่ะ อยากออกไปสูดอากาศข้างนอกสักหน่อยน่ะ" คุณหนูของบ้านยิ้มให้อย่างร่าเริงเพื่อซ่อนความเจ็บปวดไว้ภายใน


"ขอรับคุณหนู" ชายชราค้อมหัวให้เธอและเดินเลี่ยงออกไป


ลูเคียแสร้งเดินเนิบๆออกจากบ้าน เมื่อพ้นรั้วบ้านคุจิกิ ลูเคียพยายามเดินเข้าตรอกซอกซอยเพื่อหลบเลี่ยงเส้นทางกลับบ้านของเบียคุยะ แต่เพียงแค่ผ่านเข้าตรอกแรกเธอก็ต้องพบกับคนที่เธอไม่อยากเจอมากที่สุด


หญิงชราผมสีดอกเลาเกล้ารวบอย่างพิถีพิถัน เครื่องแต่งกายสวยสดและเครื่องประดับหรูหราบ่งบอกชนชั้นอันไม่ธรรมดา ยมทูตชายร่างยักษ์สองคนประกบซ้ายขวาดุจบุคคลสำคัญ นัยน์ตาสีเทาคมดุจเหยี่ยวจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของเธอ แม้หญิงชราจะสอดแขนไว้ในชายเสื้อกิโมโนสลับข้าง หากลูเคียกลับรู้สึกราวกับถูกมือของหญิงชราเกาะกุมลำคอเธอไว้จนแทบหายใจไม่ได้


พริบตาที่ลูเคียเห็นหญิงชรา เธอก็ต้องรีบโค้งคำนับด้วยความเคารพอย่างสูงสุด


"สายัณห์สวัสดิ์เจ้าค่ะ ยูยะซามะ"


"จะรีบไปไหนรึ ลูเคีย" แม้น้ำเสียงของหญิงชราจะเนิบนาบแต่กลับทรงพลังคล้ายกับจะทะลวงเข้าไปในจิตใจของผู้ที่ยืนตรงหน้า


"เอ่อ แค่ไปเดินเล่นค่ะ"


"อย่างนั้นหรอกรึ" ลูเคียเห็นหญิงชราล้วงหยิบซองจดหมายออกมายื่นส่งให้เธอ "ชั้นมีเรื่องจะคุยกับเธอเป็นการส่วนตัว.. "


ยูยะซามะ เน้นเสียงตรงคำว่าเป็นการส่วนตัวอย่างชัดเจน "คืนนี้มาพบชั้นตามเวลาและสถานที่ในจดหมาย"


ลูเคียยื่นมือไปรับจดหมายนั้นมาและค้อมศรีษะลงต่ำ "ทราบแล้วเจ้าค่ะ"


"ดี แล้วชั้นจะรอ"


"ค่ะ ยูยะซามะ" ลูเคียค้อมตัวลงต่ำ เธอเห็นเงาของหญิงชราและผู้คุ้มกันเดินหันหลังกลับไป เมื่อเงาสามร่างหายไปในตึกด้านซ้ายมือ ลูเคียก็ถอนใจยาวอย่างโล่งอก ร่างบางทิ้งตัวพิงผนังด้านข้างคล้ายหมดสิ้นเรี่ยวแรง หญิงสาวเอามือลูบอกเร็วๆเรียกขวัญตัวเองกลับมา เธอหยิบจดหมายนั้นแกะออกดู


..เวลาสามทุ่มตรง ร้านเหล้าโอกิ..


ทันทีที่เธออ่านจบ เปลวไฟไร้ที่มาก็ลุกท่วมจดหมายฉบับนั้น ไม่เหลือแม้เพียงเถ้าถ่าน


***************************



เบียคุยะปรายหางตามองบ้านหลังหนึ่งที่เขาเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อเสี้ยวนาทีก่อนหน้านี้ เขารู้ว่าเธอหลบเขาอยู่หลังกำแพงนั่น พลังวิญญาณของเธอหยุดอยู่ตรงนั้นชั่วครู่และค่อยๆห่างออกไป เขาแสร้งทำไม่รู้ไม่เห็นและเดินตรงไปยังบ้านคุจิกิ หากในใจนั้นเจ็บปวดทรมาน


..เจ้าหลบหน้าข้ารึลูเคีย..


..เจ้าไม่ต้องการเจอหน้าข้าขนาดนั้นเชียวรึ..


..แต่ถ้านั่นจะทำให้เจ้าสบายใจขึ้นบ้าง ข้าก็จะปล่อยเจ้าไป..


"ลูเคียล่ะ"


"ออกไปเดินเล่นขอรับ เบียคุยะซามะ"


"งั้นรึ"


..คืนนี้ ลูเคีย..


..ไม่ว่าเจ้าจะกลับมาดึกแค่ไหน..


..ไม่ว่าเจ้าจะกลับมาเมื่อไหร่..


..ข้าก็จะรอคุยกับเจ้าให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป..


..ข้าจะรอ..


..ข้าจะรอ..


..จนกว่าเจ้าจะกลับมา..



********************************
 
 
 
 
 
 
 
เอ่อ.. คนอ่านใน exteen เยอะมาก..แต่ไม่มีใครเมนท์เลยอ่ะ (T^T)
 
 
ไปลงที่อื่นเค้าก็ยังเมนท์กัน แต่ที่นี่ไม่มีแม้แต่เมนท์เดียวอ่ะ
 
 
มันน่าน้อยใจกระซิกๆ
 
 
เดี๋ยวลบทิ้งซะให้หมดเลย แง่มมมม...
 
 
 

edit @ 16 Jan 2012 13:49:56 by Kuchiki_R

edit @ 16 Jan 2012 14:20:00 by Kuchiki_R

Warning !! : เรตจัดหนัก มาม่าจัดเต็ม










































14 กรกฎาคม.. 09.15 น.


"คุจิกิฟุคุไทโชววววว" เสียงคิโยเนะร้องโวยวายมาตามโถงทางเดิน ก่อนร่างเล็กผมสั้นคล้ายเด็กผู้ชายจะถีบประตูและพุ่งเข้ามาเกาะขอบโต๊ะของ เธอ ร่างนั้นหอบแฮ่ก


ลูเคียยังคงก้มหน้าเขียนรายงาน แต่ก็ยิ้มน้อยๆเป็นการต้อนรับ "มีเรื่องอะไรน่าสนุกอีกแล้วล่ะสิ คิโยเนะ"


คิโยเนะวางกระดาษชุดนึงลงหน้าลูเคียด้วยความตื่นเต้นสุดขีด "นี่ไงล่ะ นี่ไง การแข่งขันของหัวหน้าใหญ่น่ะ"


"หืม" ลูเคียเงยหน้ามองคิโยเนะและหยิบกระดาษแผ่นนั้นมาดูอย่างสนใจ หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นตั้งเยอะแยะจนเธอลืมไปแล้วว่า เธอกับเบียคุยะจะลงแข่งเพื่อชิงตั๋วไปเที่ยวออนเซ็นกัน เธอก้มหน้าอ่านข้อความในกระดาษแผ่นนั้น


ถึง ไทจินแห่งสิบสามหน่วยพิทักษ์
..ตามที่หัวหน้ายามาโตะ เก็นริวไซ หัวหน้าหน่วยที่ 1 แห่งสิบสามหน่วยพิทักษ์ ได้ขอความร่วมมือในการส่งรายชื่อเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมชิงรางวัลบัตรกำนัลที่ พักพร้อมอภินันทนาการจำนวน 5 รางวัลและรางวัลอื่นๆอีกมากมายนั้น หัวหน้ายามาโตะ เก็นริวไซ ได้กำหนดกฎ กติกาการเข้าร่วมชิงรางวัล ดังนี้
1. ผู้เข้าร่วมการแข่งขันตรวจสอบรายชื่อตามเอกสารแนบ
2. ผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกคู่จะต้องเข้าร่วมกิจกรรมในวันที่ 17 กรกฎาคม ณ เมืองโตเกียว โลกมนุษย์ หากไม่เข้าร่วมถือว่าสละสิทธิ์
3. ผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกคู่จะได้รับภาพถ่ายของสถานที่ต่างๆในเมืองโตเกียว จำนวน 5 ภาพ
4. ให้ผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกคู่ตามหาสถานที่ตามรูปภาพที่ได้รับ และนำไปประทับตราที่สถานที่ดังกล่าว
5. ผู้เข้าร่วมการแข่งขันคู่ที่ประทับตราครบทั้ง 5 สถานที่เท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์ในการจับสลากชิงรางวัล คู่ละ 2 รางวัล

หมายเหตุ : 1. ให้ผู้เข้าร่วมการแข่งขันระดับหัวหน้าและรองหัวหน้าหน่วย ประทับตราจำกัดพลังวิญญาณได้ที่หน่วยที่ 12
2. ผู้เข้าร่วมการแข่งขันสามารถขอรับกายหยาบได้ที่หน่วยที่ 12 และร้านอุราฮาระ
3. ผู้เข้าร่วมการแข่งขันสามารถแลกเปลี่ยนเงินได้ที่ร้านอุราฮาระ

..จึงเรียนมาให้ทราบโดยทั่วกัน

หัวหน้าหน่วย 1 สิบสามหน่วยพิทักษ์
ยามาโตะ เก็นริวไซ



ลูเคียนั่งกระพริบตาปริบๆมองกระดาษในมือ..


..อีก 3 วัน..



*************************************************************************



14 กรกฎาคม.. 19.15 น.


ร่างสูงโปร่งของหัวหน้าหน่วยหกยังคงนั่งหน้าดำคร่ำเครียดกับกองงานเอกสารหนา หลายตั้งทั้งที่ล่วงเลยเวลาอาหารเย็นมานานแล้ว แต่จิตใจนั้นหาได้ใส่ใจกับกระดาษตรงหน้าเลยแม้สักนิด เขาหันมองนาฬิกาที่ดูจะเดินช้าเต็มที เขาพยายามสนใจงานตรงหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าไม่อาจทำให้ความว้าวุ่นในใจลดลงได้ เวลาที่เขาก้มมองกระดาษในมือ หรือแม้แต่มองตู้หนังสือ ใบหน้ากลมของเธอก็จะลอยซ้อนขึ้นมาทับทันที เขากัดฟันอย่างหงุดหงิด


เมื่อคืนเจ้าเด็กนั่นมาขอให้ลูเคียฝึกพิเศษให้ตอนเย็นของวันนี้ ไม่รู้ป่านนี้ไปถึงไหนกันแล้ว เขาลุกขึ้นละความสนใจจากโต๊ะทำงาน ร่างสูงเดินไปหยุดยืนริมหน้าต่างเหม่อมองออกไปด้านนอก..



**********************************************



14 กรกฎาคม.. 23.09 น.


ร่างสูงของเจ้าตระกูลคุจิกิเซไปด้านหลังครึ่งก้าวเมื่อเห็นร่างบางคุ้นตาของเธอยืนอยู่ริมสระน้ำ


ชั่วพริบตานั้นเบียคุยะรู้สึกราวกับว่าทุกอณูในร่างกายถูกแผดเผาด้วยเพลิง บรรลัยกัลป์ หัวใจเต้นแรงจนราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยง เม็ดเหงื่อจำนวนมากผุดพรายบนหน้าผากอย่างรวดเร็ว ความร้อนที่ก่อตัวในร่างกายอย่างฉับพลันทำให้สายตาเริ่มจะพร่าเลือนจนทำให้ ยืนแทบไม่ไหว


"กลับมาแล้วหรือคะท่านพี่" หญิงสาวหันมาโค้งคำนับเขาอย่างร่าเริง "เร็นจิบอกว่าท่านออกไปทำภารกิจ--"


เธอหยุดพูดเมื่อเห็นท่าทีเขาแปลกไปและเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากลเมื่อเขาเซไป ด้านข้างและใช้มือข้างหนึ่งยันร่างไว้กับต้นไม้ เธอรีบวิ่งเข้าไปประคองเขาในทันที และเมื่อเธอสัมผัสได้ถึงความร้อนอันผิดปกติจากผิวกายของเขาเธอก็แทบจะกรีด ร้องออกมา


"ท่านพี่คะ!" เธอครางเสียงสั่น ใจคอไม่ดีเอาเสียเลย




Flashback


แสงจันทร์ในคืนเดือนหงายสาดส่องไปทั่วทุ่งหญ้าแห้งสีน้ำตาลอ่อนและสาดกระทบ ฮาโอริสีขาวประทับตราหมายเลขหกที่กลางหลัง ลมแรงพัดชายฮาโอริโบกสะบัด แต่เจ้าของร่างยังคงยืนอย่างมั่นคงแม้อยู่ต่อหน้าสัตว์ประหลาดตัวมหึมาที่ดู เผินๆคล้ายหมีควาย เสียงฮอลโลว์ตัวนั้นคำรามดังก้องไปทั่ว ทว่าไม่อาจข่มขวัญผู้เป็นอริได้เลยแม้สักนิด


"จงโปรยปราย เซ็มบงซากุระ" ร่างสูงเอ่ยนามของอาวุธในมือที่พลันเปลี่ยนรูปเป็นกลีบดอกซากุระนับล้านล่อง ลอยในอากาศตามคำสั่งผู้เป็นนาย เขาบังคับคลื่นสีชมพูโถมเข้าใส่สัตว์ร้ายทุกทิศทาง มันกรีดร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เมื่อกลีบซากุระจางลงและกลับคืนสู่สภาพดาบดังเดิม สัตว์ร้ายที่ร่างอาบเลือดทรุดลงนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น เฝ้ารอคมดาบสุดท้ายที่จะปลิดชีวิตมัน ร่างสูงของคนผู้นั้นย่างเท้าไปยังเป้าหมายอย่างใจเย็น


"เจ้ายมทูตผู้โชคร้ายเอ๋ย" มันเอื้อนเอ่ยคำพูดสุดท้ายของมันกับเขา "วันนี้เจ้ามอบความตายให้ข้า แต่เช่นเดียวกัน ข้าจะมอบความทุกข์ทรมานให้เจ้า เพราะความสามารถของข้าคือการกระตุ้นตัณหาและราคะในใจของเจ้า จนเจ้าไม่อาจจะต้านทานมันได้"


เขาเงื้อดาบขึ้นสูง นัยน์ตาสีเทาเย็นชาจนทำให้อากาศรอบด้านเย็นยะเยือก เขาไม่สนทนากับมัน ทว่าสัตว์ร้ายยังคงกล่าววาจาต่อไป "ดาบของเจ้า ยมทูตเอ๋ย ดาบของเจ้าที่ฟาดฟันข้า ได้บอกข้าถึงความปรารถนาของเจ้า ตอนที่ดาบเจ้าสัมผัสข้ามันบอกข้าว่าเจ้าปรารถนาในตัวนาง อยากจะครอบครองนาง อยากเป็นเจ้าของ--"


ปิศาจร้ายไม่อาจเอ่ยวาจาได้จบคำ ลมหายใจสุดท้ายก็หลุดลอยไปพร้อมกับคมดาบที่ผ่าเข้ากลางหน้าผาก ของเหลวสีแดงข้นกระเด็นเปรอะเปื้อนใบหน้าของชายหนุ่ม


เขาใช้ปลายนิ้วยกขึ้นเช็ดรอยเลือดแต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเลือดของมันค่อยๆซึมลงใต้ผิวหนังของเขาทีละน้อย ทีละน้อย จนหายไปหมดสิ้น


End of flashback










หยดเลือดเพียงไม่กี่หยดของสัตว์นรกที่ซึมแทรกลงในร่างกายเขา ส่งผลรุนแรงกว่าที่เขาจะคาดคิด เพียงแค่เห็นร่างของเธอ เปลวเพลิงในจิตใจก็ลุกโชติช่วงจนไม่อาจดับ ความต้องการนั้นกำลังเผาเขาทั้งเป็นจากภายใน ความปรารถนาต่อร่างบางนั้นทำให้ท่อนเนื้อนั้นแข็งชันและต่อต้านจิตใจเขาที่ พยายามควบคุมมัน


"ท่านพี่" ลูเคียพยายามเรียกให้เขาคงสติเอาไว้ นัยน์ตาคู่สวยที่เคยทอแววร่าเริงบัดนี้มีหยาดน้ำใสคลอหน่วย เธอไม่รอช้ารีบพยุงร่างสูงที่อาการย่ำแย่ลงไปยังห้องนอนใหญ่ของเขาอย่างรวด เร็ว


"ลูเคีย" เขาเรียกเธอ เสียงทุ้มนั้นแหบพร่าและขาดช่วงขณะเดินโซซัดโซเซไปตามแรงพยุงของหญิงสาว เขาพยายามไม่ใส่ใจกับเนินเนื้อที่เสียดสีกับร่างกายเขา หากมันทำได้ยากเหลือเกิน ภาพเนินอกขาวเมื่อวันก่อนของเธอย้อนกลับมาอีกครั้ง ภาพนั้นล่องลอยไปมาในอากาศคล้ายจะยั่วยวนให้เขาแทบคลั่ง


"ท่านพี่ ข้าอยู่นี่ ปู่เซเกะไปตามหมอแล้ว อดทนหน่อยนะคะ" เสียงเล็กๆสั่นพร่า ด้วยความกลัวจับใจ กลัวที่จะต้องเสียเขาไป กลัวว่าเขาจะเป็นอะไรไป กลัว..กลัวเหลือเกิน


"ไม่ ไม่ต้อง" เขาห้าม พยายามไม่ใส่ใจกับฝ่ามือบอบบางที่จับต้องตัวเขา แค่การสัมผัสธรรมดากลับทำให้ผิวกายเขาสั่นระริกอยากจะคว้าเธอมากอดจูบลูบคลำ ให้หนำใจ "ให้ข้าอยู่คนเดียว"


เขาใช้มือข้างหนึ่งหยุดร่างของตัวเองไว้ที่บานประตูของห้องนอน มือแกร่งอีกข้างนั้นปล่อยเธอจากการโอบรัด


"แต่.."


"เจ้าก็ด้วยลูเคีย" เขาเปิดประตูและดันร่างอันหมดสภาพที่ไร้เรี่ยวแรงกระทั่งจะทรงตัวยืนของตัว เองผ่านบานประตู และทิ้งให้เธอยืนอยู่หน้าห้อง นัยน์ตาเบิกโพลง


"ไปซะ" เขาไล่ซ้ำ และไม่รอช้าที่จะดึงบานประตูให้ปิดลง


ลูเคียเห็นดังนั้นก็โผเอามือรั้งบานประตูจากด้านนอกและเบียดร่างเล็กๆผ่านช่องประตูที่กำลังจะปิดได้ทันการ


"ข้าไม่ไป!" เธอยังดึงดันขณะปราดเข้าพยุงร่างของเขาอีกหน สติที่เหลือน้อยเต็มทีของเขาถูกริดรอนลงไปอีกเมื่อร่างเล็กที่เบียดเข้ากับ ร่างเขาอย่างเต็มที่


"ออก..ไป.." เขาบอกด้วยเสียงแหบแห้งระหว่างพยายามแกะมือเธอออกจากร่างตนเองที่กำลังหอบ หายใจ จากที่ร้อนและหงุดหงิดอยู่แล้ว การเสียเวลากับเธอยิ่งทำให้อารมณ์ของเขาเดือดพล่านยิ่งขึ้น


"ข้าบอกว่า ข้าไม่ไป!" เธอดื้อดึง พยายามฉุดรั้งร่างของคนที่โตกว่าไปยังที่นอน


"อย่าขัดคำสั่งข้า!" เขากัดฟันสั่งเธอขณะร่างสูงที่อ่อนแรงของเขาถูกผลักลงบนที่นอนอย่างง่ายดาย คำสั่งของเขาดูไร้น้ำหนักเหลือเกินยามที่เธอดื้อรั้น


"ข้า!..ไม่!..ไป!.. ท่านพี่จะโกรธข้าก็ได้ แต่ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น!" เธอยืนประกาศก้อง ตอกย้ำความต้องการของตนใส่หน้าเบียคุยะทั้งน้ำตา เขาหน้านิ่วทันทีที่ได้ยิน ลมหายใจถี่กระชั้นจนต้องเอามือกุมหน้าอกไว้ ปากเล็กที่กำลังอวดดีนั่นแทบทำให้เขารั้งใจไม่ไหว


"ข้าขอร้อง ลูเคีย" เขาก้มหน้าพยายามสูดหายใจเพื่อดับอารมณ์ที่กำลังคุโชน มืออีกข้างกำผ้าปูที่นอนไว้แน่น ลูเคียเห็นท่าไม่ดี คิดว่าอาการเขาทรุดหนัก จึงรีบลงไปนั่งประคองไว้ เธอเป็นห่วงเขาจนไม่ทันฟังว่าเขากำลังพูดอะไร


"ออกไป..ก่อน..ที่ข้า.." คำพูดเขาติดขัด ลมหายใจเขาเริ่มขาดช่วง สติเริ่มจะหลุดลอย


"ไม่เอา ข้าจะไม่ทิ้งท่านไว้คนเดียวเด็ดขาด" เธอยืนกรานหนักแน่น ทั้งที่ปากคอสั่นด้วยความกังวล ก่อนจะลุกเดินไปที่ประตู


"เซเกะ..หมอมารึยะ--" เธอตะโกนถามท่านพ่อบ้านยังไม่ทันจบประโยคก็ถูกชายหนุ่มลุกตามมาดึงร่างของ เธอออกจากประตูอย่างแรง เขาเหวี่ยงร่างเล็กของเธอลงกับที่นอน แล้วริมฝีปากร้อนของผู้เป็นเจ้าบ้านก็ประกบทับกับปากเล็กๆของหญิงสาวอย่าง รวดเร็วจนเธอไม่ทันตั้งตัว อารามตกใจทำให้เธอสะดุ้งและเบี่ยงตัวหนี หากร่างสูงนั้นกลับไม่ปล่อยให้เธอไป มือแกร่งข้างหนึ่งกดไหล่เธอไว้กับที่นอน


เธอรู้สึกได้ถึงความหิวกระหายของบุรุษตรงหน้าที่พยายามลิ้มรสริมฝีปากของเธอ อย่างไม่รู้จักพอ ไม่นานเมื่อเธอเริ่มได้สติ เธอจึงพบว่ารสสัมผัสนั้นช่างเร่าร้อนและชวนเสียสติยิ่งนัก แม้จะร้อนแรงแต่กลับประทับใจจนไม่อยากลุกหนี


จูบแรกของเธอ..


จากนั้นลูเคียก็ต้องพบว่าเธอกำลังจมลงไปสู่ช่วงเวลาที่เธอเคยได้แต่วาดฝันและปรารถนา


..มันดีแบบนี้นี่เอง..


ร่างเล็กอ่อนระทวย เธอปล่อยกายปล่อยใจให้เขาอย่างเต็มที่ และตอบรับรสสัมผัสอย่างเต็มใจจนเธอปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอกำลังลุ่มหลงมันจน ไม่อาจถอนตัว ไม่สิ เธอไม่อยากจะหยุดมันเลยต่างหาก เธอได้แต่ไล้เลียความหวานจากปากของเขาต่อไปเรื่อยๆเพราะไม่อาจหยุดตัวเองได้ อีก ปลายลิ้นอุ่นของเธอกระตุ้นให้เขาเปิดปาก ลิ้นชุ่มชื้นเกี่ยวกระหวัดกันราวกับจะดูดกลืนวิญญาณของอีกฝ่ายให้ดับดิ้นไป ปลายนิ้วของหญิงสาวสอดผ่านไรผมเรียบลื่นดุจแพรไหม เธอโน้มใบหน้าเขาลงมาแนบชิดกว่าเดิม


จูบเขาทวีความเร่าร้อนตามการตอบสนองของเธอ เธอรู้สึกคล้ายจะละลาย มือข้างหนึ่งของเขาเลื่อนไปตามส่วนโค้งเว้าของเธอ เธอแอ่นหลังด้วยความซาบซ่านอันเป็นความรู้สึกเดียวกันกับตอนที่เธออ่านนิยาย เล่มนั้น เธอเริ่มบิดตัวไปมาเพราะอารมณ์ทางเพศที่เริ่มก่อตัว เธอต้องการเขา ต้องการอย่างมาก เธอถอดฮาโอริสีขาวของเขาออกและปัดมันลงไปกองที่พื้น มือเรียวบางที่เปะป่ายไปมาอย่างไร้ทิศทางเริ่มสอดเข้าไปในอกเสื้อของเขาตาม แรงปรารถนา


หมับ..


มือแกร่งของบุรุษเพศจับเข้าที่ข้อมือข้างนั้นของเธอเป็นการหยุดสิ่งที่เธอกำลังทำ พร้อมๆกับถอนริมฝีปากออกจากเธอ


เธอค่อยๆลืมตาขึ้นทีละน้อยเมื่อรู้สึกว่าอารมณ์เมื่อครู่ถูกหยุดอย่างกะทันหัน และพบว่าเขากำลังจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ


"ท่านพี่" เธอพึมพำแต่เบี่ยงหน้าหลบสายตาของเขาด้วยความเขินอาย


"ขอ..โทษ" เขาอ้ำอึ้ง พลางปล่อยมือทั้งหมดจากร่างของเธอและถอยไปนั่งที่ขอบเตียง เขายกมือกุมหน้าผากเปียกชื้น รู้สึกเสียใจอย่างรุนแรงที่ปล่อยให้พิษของฮอลโลว์ควบคุมตัวเขาจนเกือบ สมบูรณ์ เขาสาปแช่งความอ่อนแอของตัวเองที่ต่อต้านมันไม่ไหว มือข้างหนึ่งแกะปิ่นดาวชายเลี้ยงโคออกและเหวี่ยงมันเข้ากับฝาผนังอย่างแรง ด้วยความโกรธ อุ้งมือหนาสองข้างยกมือปิดหน้าด้วยความละอายและไม่กล้าสู้หน้าเธอ


ทว่าลูเคียกลับยิ้มอ่อนโยน ใบหน้านวลแปรเปลี่ยนเป็นสีชมพูจัด เธอเอื้อมมือมาแกะมือเขาออกจากใบหน้าคมคายอย่างนุ่มนวล เธอใช้แขนทั้งสองโอบรอบคอเขาไว้ และโน้มใบหน้าสวยอันคุ้นเคยลงมาจนจมูกแนบชิดกัน เธอหลับตาพริ้มและจรดริมฝีปากอิ่มของเธอลงบนปากของเขาอย่างอ่อนหวาน คล้ายกับยินยอมให้เรื่องนั้นดำเนินต่อไป


นัยน์ตาสีหมอกตกตะลึง จังหวะนั้นเองที่พิษของสัตว์ร้ายนั้นลุกโหมขึ้นอีกครั้ง ทั้งยังรุนแรงกว่าเดิมและเขาไม่อาจยับยั้งมันไว้ได้อีกต่อไป เขาจูบเธอกลับอย่างดูดดื่มและรุ่มร้อนครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับไม่รู้จักพอ เขาปล่อยให้ร่างกายถูกครอบงำในที่สุด


เธอรู้สึกได้ถึงรสจูบที่เร่งเร้าขึ้นและมือไม้ของเขาก็เริ่มอยู่ไม่สุข ร่างกายเธอนั้นก็อ่อนปวกเปียกจนหากไม่ได้แรงเหนี่ยวรั้งที่เธอโอบคอเขาไว้ เธอคงไม่อาจนั่งอยู่เช่นนี้ได้เลย มือของเขาเริ่มแกะสายผูกเอวของเธอออก การจุมพิตอันยาวนานทำให้เธอเริ่มหายใจไม่ทัน แต่กระนั้นเธอก็ไม่อาจละจากริมฝีปากของอีกฝ่ายลงได้เช่นกัน


ผ้าคาดเอวถูกแกะออกในเวลาไม่นาน และเธอเริ่มรู้สึกถึงมือของเขาที่กำลังรุกล้ำเข้าไปยังส่วนนั้นของเธอ เขาวางร่างเธอลงบนฟูกหนานุ่มที่เขาใช้ทุกค่ำคืน มือใหญ่นั้นดึงเสื้อเธอเปิดออกอย่างแรง
หน้าอกเต่งตึงราวกับเด็กสาวแรกรุ่นกำลังชูชันท้าทายเขาเหมือนวันนั้น เขาใช้มือทั้งสองข้างกดข้อมือของเธอไว้แนบกับที่นอน ลิ้นอุ่นๆเกี่ยวตวัดไปตามเนินขาวอย่างเร่าร้อน ร่างของเธอสะท้านขึ้นลงตามรอยที่ลิ้นนั้นลากผ่าน เธอร้องครางเบาๆอย่างเป็นสุข


ระหว่างที่เธอกำลังเพลินกับการโอ้โลมนั้น เธอก็รับรู้ได้ถึงสิ่งแปลกปลอมที่ผ่านเข้าไปในร่างกาย ความใหญ่ของมันเริ่มทำให้เธออึดอัด และเพราะเป็นครั้งแรกของเธอมันจึงกลายเป็นความเจ็บปวดแทบจะในทันที


เธอเริ่มขัดขืนหากดูเขาจะไม่สนใจอีกแล้ว สิ่งนั้นยังคงรุกรานเธออย่างไม่ปรานีปราศรัยและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ


เธอนึกถึงคำที่เธอพูดกับเขาไว้ก่อนหน้านี้


.. คำสัญญาที่ว่าเธอจะไม่ทอดทิ้งเขา..


ทำให้เธอกัดฟันทนรับความเจ็บปวดนั้นไว้ทั้งที่หยาดน้ำใสเริ่มไหลรินจากดวงตา


มือเล็กๆทั้งสองจิกลงบนผ้าปูที่นอนอย่างแรงจนเหงื่อซึมชื้น แขนเกร็งแน่นขณะอดกลั้นต่อความเจ็บ แม้จะอยากกรีดร้องมากเท่าไรเธอก็ไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้


แก่นกายแข็งแรงถูกดันเข้าออกอย่างแรงโดยไม่รอให้เธอปรับสภาพทำให้ส่วนบอบบาง ของเธอแสบสะท้าน แรงกระแทกที่หน้าท้องทำให้เธอเริ่มรู้สึกเจ็บร้าวระบม


ไม่นานนักเขาก็เร่งจังหวะขึ้นอีก ความเจ็บปวดเพิ่มทวีคูณจนแทบจะทนต่อไปไม่ไหว แต่ทันใดเธอก็รู้สึกว่าร่างของเขากำลังกระตุกอย่างรุนแรงจนเธอใจเสีย หากทว่าน้ำอุ่นๆที่ไหลซึมออกมาทำให้เธอรู้ว่ามันจบลงแล้ว


ชายหนุ่มที่อ่อนแรงทิ้งกายลงบนร่างเปลือยเปล่าของเธอและหลับไปในทันที


ลูเคียยกมือเช็ดน้ำตาตัวเอง แม้ความเจ็บจะยังคงอยู่แต่ภาพตรงหน้าทำให้เธอยิ้มขัน


เจ้าบ้านตระกูลคุจิกิ นายเหนือแห่งหน่วยหกแห่งสิบสามหน่วยพิทักษ์นอนหลับตาพริ้มบนอกเธอราวกับเด็ก ทารกที่ไร้พิษสง เธอยกมือขึ้นกอดเขา ใช้มือลูบเส้นผมสีดำที่เธอหลงใหลอย่างทะนุถนอม แม้ว่าร่างกายเธอจะเพิ่งถูกเขาทำร้าย มา แข้งขายังสั่นสะท้านเบาๆ แต่หากย้อนเวลากลับไปได้ เธอก็ยังยืนยันที่จะเลือกทางเดินนี้


..ท่านพี่ฮิซานะ..


..ท่านจะโกรธข้าไหมกับสิ่งที่ข้าทำลงไป..


..ข้าไม่ได้อยากมาแทนที่ท่าน เพราะข้ารู้ว่าไม่มีวันเป็นไปได้..


..ถึงข้าจะไม่รู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่านพี่เมื่อเย็นนี้..


..แต่ข้ารู้สึกได้ถึงคลื่นพลังของฮอลโลว์ในตัวท่านพี่..


..แม้ตอนนี้มันจะเริ่มสลายไป..


..ข้าก็ยังมั่นใจว่าต้องเป็นเพราะฮอลโลว์ที่ท่านพี่เพิ่งไปสู้มาด้วยแน่ๆ..


..แม้ว่าท่านพี่จะไม่เต็มใจ..


..แม้ว่าท่านพี่จะถูกมันครอบงำ..


..แต่ข้าก็ยินดีที่ได้ช่วยแบ่งเบามันจากท่านพี่..


..ข้าเต็มใจ..


..ท่านพี่เบียคุยะ..


..หากนี่จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ข้าขอกอดท่านไว้อีกสักหน่อยได้ไหมคะ..


..พอท่านตื่นมา มันคงเป็นแค่ความฝันชั่วข้ามคืน..


..ไม่มีอะไรมากกว่านั้น..


เธอยิ้มให้ตัวเองและกอดเขาไว้เนิ่นนาน นานเสียจนเธอเองก็พล็อยหลับไป พอตื่นมาเธอก็ค่อยๆพลิกร่างไร้สติของเขาลงบนที่นอนและห่มผ้าให้ เธอยันร่างบอบช้ำของตัวเองขึ้นอย่างยากลำบาก ตรงส่วนนั้นของเธอเจ็บเสียจนแทบยืนไม่อยู่


หญิงสาวกัดฟันลุกขึ้นใส่เสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง และเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ


"ฝันดีนะคะท่านพี่"


************************************



แสงแดดของฤดูร้อนที่สาดส่องผ่านบานประตูโชจินั้นแรงเสียจนทำให้ชายหนุ่มตื่นจากนิทราและยกมือขึ้นบัง


..สายแล้วเหรอเนี่ย..


เขาสะบัดหน้าหนีแสงจ้าไปอีกทาง


..นี่ข้ากลายเป็นคนตื่นสายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน..


ชายหนุ่มยันกายอันแสนหนักอึ้งขึ้นนั่ง ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนไหลย้อนกลับสู่ตัวเขาอีกครั้งราวกับแผ่นฟิล์มที่ฉายซ้ำ ร่างกายเขาชาวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า หางตาเขาสบเจ้ากับฮาโอริสีหัวหน้าหน่วยของเขากองอยู่ข้างเตียง เขาหลับตาลงและกัดฟันอย่างเจ็บปวด


"บัดซบ!!"


เขาสบถอย่างเกรี้ยวกราดที่สุด คังเซย์คัง (ปิ่นดาวชายเลี้ยงโค) ยังกระจัดกระจายอยู่ที่พื้นตรงที่เขาขว้างมันออกไปเมื่อคืนนี้


"สารเลว!!"


เขาไม่รอช้ารีบคว้าเสื้อที่อยู่ใกล้มือที่สุดมาใส่อย่างลวกๆและวิ่งออกจากห้องไปในพริบตา


ทางเดินไม้อันคุ้นเคยทว่าวันนี้ราวกับมันช่างยาวไกลหลายเท่านัก


"นายท่าน" พ่อบ้านชราที่ยืนคุมคนตัดหญ้าอยู่หันมาทักเขาเมื่อเห็นเขาวิ่งผ่านมา


เขาหยุดเท้าเมื่อถูกทัก


"ลูเคียล่ะ" ผู้เป็นเจ้าบ้านเอ่ยถาม น้ำเสียงตื่นตระหนกของผู้เป็นนายทำให้พ่อบ้านตกใจเล็กน้อย


"วันนี้คุณหนูไม่สบาย นอนพักอยู่ในห้องขอรับ" พ่อบ้านคุมสติไว้ เอ่ยตอบนิ่งๆ แต่ใจคนฟังหล่นวูบไปที่พื้น


..นี่ข้าทำอะไรลงไป..


..ข้าทำอะไรลงไป!!..


เขาเริ่มออกวิ่งอีกครั้งโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ห้องนอนเล็กของคฤหาสน์


เบียคุยะวิ่งไปด้วยสมองอันว่างเปล่า ประตูห้องเล็กอยู่ตรงหน้า เขาไม่ลังเลเลยสักนิดที่จะเปิดมันออกอย่างแรง


เขาเบิกตากว้างเมื่อมองเข้าไปยังภายในห้องนั้น..


หญิงสาวในชุดยูคาตะสีขาวลายดอกนั่งหยีตายกมือบังแสงแดดที่สาดเข้าห้องในตอน ที่เขาเปิดประตูอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ มือหนึ่งถือพู่กัน อีกมือวางทาบไว้กับรูปวาดชัปปี้ที่เธอโปรดปราน


"ข้า.." เขารู้สึกเหมือนมีก้อนเล็กๆจุกที่ลำคอ


"เอ่อ ท่านพี่คะ" เธอขัดขึ้น "ปิดประตูก่อนได้ไหมคะ คือว่า..ข้าแสบตาค่ะ"


เขาถอนใจเบาๆ ก้าวเท้าเข้ามาในห้องและปิดประตูอย่างเชื่องช้า


ลูเคียกระพริบตาถี่พลางลดมือที่ใช้บังแดดลง


"อรุณสวัสดิ์ค่ะท่านพี่" เธอพยายามทำท่าทางและควบคุมน้ำเสียงให้ปกติมากที่สุด


แต่เขากลับยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ปากขยับขึ้นลงทว่าไร้เสียงเล็ดลอดออกมา คำพูดมากมายก่อตัวที่ลำคอแต่ไม่สามารถเปล่งออกมาเป็นคำพูดได้


"เซเกะ.."


"คะ??.."


"เซเกะว่าเจ้าไม่สบาย"


"ปวดหัวนิดหน่อยค่ะ ไม่เป็นอะไรมาก สงสัยเพราะเมื่อวานเล่นงานเจ้าโคคุโตะหนักมือไปหน่อย ขอบคุณท่านพี่ที่เป็นห่วงค่ะ" เธอแสร้งยิ้มทั้งยังโกหกคำโต


เขาไม่ตอบคำหรือพูดอะไร ได้แต่เดินมาตรงหน้าเธอและก้มมาคว้าข้อมือเธอ ฉุดให้เธอลุกขึ้นยืน


หากความบอบช้ำของเธอจากเหตุการณ์เมื่อคืนยังไม่จางหาย การลุกขึ้นยืนอย่างเร็วทำให้ความเจ็บปวดสะท้านไปทั้งร่างของเธอจนต้องกรีด ร้องออกมา ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงปลิวสู่อ้อมกอดของเขาในทันที


เขาใช้สองมือกอดร่างสั่นเทาเพราะความเจ็บของเธอไว้แนบอกและนั่งลงช้าๆ


"ทำไม..ลูเคีย"


"คะ?"


"ทำไมเจ้าถึงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น"


คำถามนั้นทำใจเธอสั่นสะท้าน เธอไม่คาดหวังว่าเขาจะจำเรื่องเมื่อคืนได้ แต่เขาก็จำได้


"ข้า..ข้าไม่รู้.." เสียงเธอเริ่มสั่นเพราะความสับสน น้ำตาเริ่มรินไหลโดยไม่รู้ตัว "ข้าไม่รู้ว่าควรทำอะไรหรือต้องทำอะไรต่อ ข้าไม่รู้ ข้าไม่รู้จริงๆ"


เธอยกมือสองข้างขึ้นปิดหูแล้วสะอื้นไห้ ร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น


เขายังคงกอดเธอ รับรู้ได้ถึงความสับสนของเธอ เขาเองก็สับสน แต่เขาต้องรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง


"แต่งงานกับข้านะ ลูเคีย"


ลูเคียช็อคกับสิ่งที่ได้ยิน มันเป็นคำถามที่เธอไม่คาดคิดว่าจะได้ยินหรือคาดหวังว่ามันจะออกมาจากปากเขา เธอยิ้มน้อยๆอย่างปวดใจเป็นที่สุด


"ไม่ค่ะ" เธอตอบอย่างเด็ดเดี่ยว เบียคุยะตกตะลึง


"เจ้าว่าอะไรนะ"


"ข้าจะไม่แต่งงานกับท่านค่ะ ท่านพี่เบียคุยะ"


"ข้ารู้ว่าสิ่งที่ข้าทำมันไม่น่าให้อภัย.."


"ไม่ใช่!.." เธอแย้งขึ้นเสียงแข็ง ก่อนจะอ่อนลง "ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะท่านพี่"


"แล้วทำไม.."


"เพราะว่า..เพราะว่า..เรื่องเมื่อคืน..มันคือความผิดพลาด"


คำตอบนั้นเป็นดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจ เขารู้สึกชาวาบไปทั้งตัว


"อะไรที่ผิดพลาด"


"..ทุกอย่าง.. "


เขานิ่งเงียบเพราะคำตอบของเธอ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องพูดอะไรต่อ


"เจ้าโกรธข้า? "


เธอส่ายหน้าเบาๆ "ข้าไม่เคยโกรธท่าน และไม่มีวันโกรธท่าน"


"แต่ข้าทำร้ายเจ้า--"


"พอเถอะค่ะท่านพี่" เธอตัดบท ไม่ยอมฟังที่เขาพูดต่อ "ท่านไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น"


..ใช่แล้วล่ะท่านพี่..


..ปล่อยให้มันเป็นแค่ฝันชั่วข้ามคืนเถอะ..


..ข้าไม่อาจแทนที่ท่านพี่ฮิซานะได้..


..และยิ่งไม่อาจบีบบังคับให้ท่านแต่งงานกับข้าเพราะความผิดพลาด..


..มันไม่ใช่ความผิดของท่านเลยสักนิด..


..ได้โปรดเถอะ ให้มันจบๆไปแบบนี้แหละดีแล้ว..


..อย่าได้แต่งงานกับข้าเพียงเพราะคำว่ารับผิดชอบเลย เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องการ..


..สิ่งเดียวที่ข้าต้องการจากท่าน..


..คือหัวใจของท่าน..


..ไม่ใช่ร่างกายที่ไร้หัวใจ..



"แค่ลืมมันไปก็พอค่ะ ท่านพี่"


"เจ้าต้องการแบบนั้นรึ" เขาว่า สมองนั้นว่างเปล่าพอๆกับร่างกาย



..ท่านพี่คะ..


..ท่านพี่เบียคุยะ..


..ข้าอยากถามท่านเหลือเกิน..


..ว่าในสายตาท่านเคยมีข้าอยู่บ้างไหม?..


..แต่ข้ากลัวคำตอบนั้นเสียจนไม่กล้าจะเอ่ยถามท่านออกไป..



"ค่ะ เป็นเช่นนั้นค่ะ" เธอยืนกรานหนักแน่น เธอตัดสินใจแล้ว


"ถ้าอย่างนั้น.."


"ท่านพี่แค่ฝันไป เรื่องเมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้นจริง"


"ถ้านี่เป็นสิ่งที่เจ้าต้องการ ข้าก็จะไม่บีบบังคับเจ้า" เขาพูดแค่นั้นก็ปล่อยเธอจากอ้อมแขน เธอเองก็เขยิบตัวลงจากตักเขามานั่งที่พื้น


ร่างสูงลุกขึ้นยืนและหันกายไปเปิดประตูโดยไม่หันมามองเธอ


"ข้าจะส่งคนไปบอกอุคิทาเกะให้ว่าเจ้าไม่สบาย ขอลาหยุดซักวัน"


"ขอบคุณค่ะท่านพี่" เธอโค้งคำนับปกปิดน้ำตาที่รินลงมาเป็นสายพร้อมๆกับประตูที่ปิดลง


..เป็นอย่างนี้น่ะดีแล้วค่ะท่านพี่..


เธอฟุบตัวลงและร้องไห้อย่างสุดจะทน




"โอ้โฮแฮะ คุจิกิซังวันนี้เจ้าเสน่ห์แรงไม่เบา มีขุนนางหนุ่มตามประกบถึงสองคนเชียวนะ" มัตซึโมโตะ รันงิคุ กระแซะเข้ามาแซวทันทีที่ลูเคียหย่อนก้นลงนั่งหลังจากทักทายบรรดาหัวหน้า หน่วยที่มาแสดงความยินดีจนครบทุกคนแล้ว


ลูเคียเหลียวมองขุนนางหนุ่มทั้งสองคนที่รันงิคุพูดถึงขณะรินเหล้าใส่ถ้วยตัว เอง "ท่านพี่มาด้วยไม่เห็นแปลกนี่คะ ส่วนโคคุโตะก็รู้จักกันนานแล้วและก็อยู่หน่วยเดียวกัน ไม่แปลกอีกเหมือนกันค่ะ"


"น่าอิจฉาจังน้า มีแต่หนุ่มหล่อวนเวียนอยู่ข้างๆตั้งหลายคน" รันงิคุเอามือเท้าคางทำท่าเพ้อ แต่เมื่อเห็นลูเคียยังนิ่งจิบเหล้าอย่างเฉยชาไม่มีท่าทีละเมอเพ้อพกตาม เจ้าหล่อนเลยอยากจะแหย่เสียหน่อย "นี่ลูเคีย เจ้าได้จูบสองคนนี้มั่งรึยัง"


..พรวด..


ลูเคียสำลักเหล้าอย่างแรงจนใบหน้าแดงก่ำ "แค่กๆ..ถะ..ถามอะไรแบบนั้นคะ รันงิคุซัง!"


"อายแบบนี้แสดงว่าจูบไปแล้วล่ะสิ ใครกันน้า หรือว่าทั้งสองคนเลย" รันงิคุแหย่ต่อด้วยความสนุกสนาน


"ไม่ได้จูบกับใครทั้งนั้นแหละค่ะ!"


"งั้นวันนี้ก็ดื่มให้เยอะๆจะได้ใจกล้าๆหน่อย" รันงิคุรินของเหลวสีชมพูในขวดของตัวเองใส่ถ้วยใบเล็กของลูเคีย ลูเคียมองอย่างไม่ค่อยไว้ใจเมื่อเห็นเครื่องดื่มแบบใหม่ที่เธอไม่เคยดื่มมา ก่อน แต่ก็ตัดสินใจยกขึ้นลอง


"น้ำผลไม้แบบใหม่หรือคะ อร่อยดีนี่" ลูเคียยกแก้วของตนขึ้นจิบอย่างเพลิดเพลิน รสหวานหอมคล้ายสตรอว์เบอร์รี่ทำให้เธอไม่อยากหยุดดื่ม รันงิคุยิ้มหวานแต่ไม่ตอบคำถามเธอแถมยังลุกไปหอบมาให้เธอเพิ่มอีกหลายขวด


ไม่นานนักเร็นจิกับโคคุโตะก็เดินเข้ามาร่วมวงและนั่งประกบเธอทั้งซ้ายขวา ลูเคียคุยกับสองหนุ่มอย่างออกรสและสนิทสนม ซึ่งเธอก็หารู้ไม่ว่าการกระทำนั้นอยู่ในสายตาของใครบางคนตลอดเวลา


"คุจิกิไทโชว โบราณเค้าว่าเพ่งมองอะไรนานๆสายตาจะเสียเอาได้นะ" เคียวราคุ ซุนซุย เอี้ยวตัวมากระซิบกระซาบกับเบียคุยะที่นั่งมองลูเคียกับชายหนุ่มอีกสองคน ด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์


ขุนนางหนุ่มไม่ตอบคำ ไม่แม้แต่จะหันมองหน้าหัวหน้าหน่วยขี้เมา


ท่าทีเมินเฉยนั้นกลับกระตุ้นให้เคียวราคุหยอกเบียคุยะต่อ "สาวๆในงานมีตั้งเยอะตั้งแยะ ท่านเล่นไม่มองไม่สนใจสาวไหนเลย มองแต่คุจิกิซังแบบนั้นเดี๋ยวแม่หนูน้อยของข้าก็สึกเหรอแย่สิ"


หัวหน้าหน่วยหกกระแทกแก้วลงบนโต๊ะอย่างแรง "ลูเคียเป็นแม่หนูน้อยของท่านเมื่อไหร่กัน เคียวราคุไทโชว"


"น่าๆเบียคุยะ ใจเย็นหน่อย" อุคิทาเกะที่นั่งข้างๆเคียวราคุโผล่หน้ามายกมือแตะไหล่ห้ามปรามรุ่นน้องที่ ทำท่าจะวางมวยกับเคียวราคุตั้งแต่เริ่มงาน "ซุนซุยเจ้าก็อย่าแหย่เบียคุยะนักเลย"


แต่เคียวราคุยังไม่หยุด "นางสวยใช่ไหมล่ะ ใจข้างี้ละลายเลยเชียวล่ะ อ้อ พ่อหนุ่มน้อยหน้ามนนั่นใช่ทายาทซึซึมุระที่เพิ่งเข้ามาใหม่ใช่หรือเปล่า นั่น" เขาบุ้ยปากไปทางโคคุโตะ


"ใช่แล้วเพิ่งเข้ามาใหม่หมาดๆ ไฟแรงน่าดูเชียวล่ะ" อุคิทาเกะตอบ น้ำเสียงนั้นดูพอใจเด็กหนุ่มพอดู


"อยู่หน่วยเจ้าเหรอจูชิโร่"


"อืม แต่ข้าก็ไม่ค่อยได้คุยอะไรด้วยนักหรอกนะ เห็นสนิทกับคุจิกิดีก็เลยว่าจะให้นางจัดการไปน่ะ"


"อะไรกัน มาใหม่ได้แค่วันสองวันก็สนิทกันแล้วรึ" เคียวราคุทำเป็นเลิกคิ้วถามอย่างแปลกใจ แต่สำหรับเบียคุยะมองปราดเดียวก็รู้ว่านั่นมันเสแสร้งชัดๆ! อุคิทาเกะพยักหน้าตอบ


"เห็นว่ารู้จักกันก่อนหน้านี้นานแล้ว แล้วก็นะ ตอนคัดเลือกเข้าหน่วยข้าก็ถามว่าทำไมถึงเลือกหน่วยสิบสาม" อุคิทาเกะแกล้งเอามือลูบคางทำท่าเหมือนกำลังคิด แต่ก็ลอบสังเกตอาการเบียคุยะไปในที เขาเห็นเบียคุยะตวัดสายตามองเขา เขายิ้มกว้างอย่างไม่สะทกสะท้าน "เจ้าอยากรู้หรือเปล่าเบียคุยะ ว่าซึซึมุระตอบว่ายังไง"


"ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของข้า รุ่นพี่ นั่นเป็นเรื่องในหน่วยของท่าน"


"แต่ข้าอยากรู้" หัวหน้าหน่วยแปดทำท่ากระตือรือร้นอยากฟัง อุคิทาเกะก็เลยสนองตอบแต่โดยดี ขณะเบียคุยะแสร้งทำเมินไม่สนใจ


"ซึซึมุระบอกว่า เพราะเขาชื่นชมคุจิกิมานานแล้ว เธอเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเข้ามาเป็นยมทูต เพื่อเขาจะได้เดินตามรอยเท้าของเธอ"


"โอ้ว ความสัมพันธ์ของว่าที่เจ้าบ้านซึซึมุระกับเจ้าหญิงคุจิกิคู่นี้น่าสนใจจริงๆ เจ้าว่าไหมจูชิโร่" เคียวราคุทำขยิบหูขยิบตากับอุคิทาเกะ แล้วได้ทีแหย่เบียคุยะต่อ "คุจิกิไทโชว ถ้าท่านไม่ทำอะไรซักอย่าง ข้าว่างานนี้คุจิกิมีเสียดุลให้ซึซึมุระแน่ๆ"


"นั่นเป็นเรื่องของนาง ไม่เกี่ยวกับข้า" เบียคุยะตอบน้ำเสียงเย็นชาไม่เปลี่ยน ในใจนึกรำคาญคู่หูหัวหน้าหน่วยข้างๆที่รับส่งลูกเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย แต่อดใจหายกับเหตุผลของโคคุโตะไม่ได้


"ตอนไปฮูเอโก้มุนโด้ไม่เห็นทำเหมือนอย่างที่พูดเลยนะ คุจิกิ" เคมปาจิที่เพิ่งมานั่งฝั่งตรงข้ามเคียวราคุเกิดคันปากอยากสอดขึ้นมา "ข้าล่ะเบื่อพวกปากไม่ตรงกับใจ แถมเรื่องมากอย่างเจ้าจริงๆ"


เบียคุยะได้แต่ส่งสายตาอาฆาตไปให้เคมปาจิซึ่งก็ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวอะไรเลยสักนิด


"เห็นมัตซึโมโตะว่าเด็กใหม่นั่นถึงจะเพิ่งเข้ามาใหม่ แต่ก็เนื้อหอมเอาเรื่องทีเดียวล่ะ ถ้าคุจิกิจะชอบก็ไม่แปลกหรอก" แม้แต่ ฮิตสึกายะ โทชิโร่ ก็ยังอดใจไม่ไหวขอร่วมวงด้วย และก็โดนสายตาอาฆาตจากเบียคุยะไปอีกคนตามระเบียบ


"นี่คุจิกิไทโชว" เคียวราคุตบบ่าเบียคุยะเบาๆ "บอกตามตรงนะ เรื่องของท่านกับคุจิกิซังน่ะ เค้ารู้กันทั่วเซย์เรย์เทย์แล้ว อย่ามัวอิดออดทำเป็นเหนียมอายอยู่เลยน่า"


"รู้อะไร นางเป็นน้องสาวข้าก็แค่นั้น"


"น้องสาวบุญธรรม" เคียวราคุแก้ให้โดยไม่สนใจจิตสังหารของขุนนางหนุ่ม "ไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดสักหน่อย"


"นางเป็นน้องสาวของฮิซานะ"


"แล้วยังไง ฮิซานะจังเสียไปตั้งเกือบหกสิบปีแล้วนา"


"ห้าสิบสองปี"


"ข้าบอกแล้วว่าหมอนี่มันปากแข็ง" เคมปาจิสอดขึ้นอีกทีพลางยกขวดสาเกขึ้นซดหลายอึก


เคียวราคุหัวเราะร่วนแล้วหันไปกระซิบกับคนปากแข็ง "ข้าจะบอกอะไรดีๆให้นะคุจิกิไทโชว อาทิตย์หน้าหน่วยสิบสามเค้าจะพาเด็กใหม่ไปฝึกนอกสถานที่หนึ่งสัปดาห์ ถ้าท่านยังไม่ทำอะไรให้ชัดเจนล่ะก็ ท่านได้เสียนางให้เจ้าหนุ่มนั่นแน่"


เบียคุยะทำเป็นนั่งเงียบไม่ตอบสนองและจิบสาเกไปเรื่อยๆ แต่เคียวราคุมั่นใจว่าเบียคุยะกำลังคิดถึงสิ่งที่เขาเพิ่งพูดไป หัวหน้าหน่วยขี้เล่นนั่งเท้าคางมองยมทูตสาวที่เดินไปเดินมาในงานด้วยสายตา หวานเชื่อม เขาเห็นฮินาโมริกับอิซาเนะเดินส่ายไปมาทั่วงานด้วยใบหน้าแดงก่ำ เขาสะกิดเบียคุยะให้ดูพวกหล่อน


"สาวๆพวกนั้นไม่ทันไรก็เมาซะแล้ว ข้าอยากจะรู้จังว่าคุจิกิซังเวลาเมาแล้วจะเป็นแบบไหนน้า"


"หญิงสาวตระกูลขุนนางไม่ได้รับอนุญาตให้กินเหล้าจนเมา พวกเธอรู้ว่าดื่มอะไรได้แค่ไหน" เบียคุยะตอบขณะจ้องมองร่างเล็กที่นั่งอยู่ห่างออกไป ลูเคียรู้ตัวเองดีว่ากินสาเกได้กี่ขวดถึงจะไม่เมาและเขาเชื่อว่าเธอจะไม่ ดื่มมากไปกว่านั้น แต่นาทีต่อมาเขาชักจะไม่มั่นใจว่าเขาคิดถูกเมื่อร่างเล็กนั้นลุกขึ้นยืนและ เซไปจนเกือบล้มถ้าไม่ได้เร็นจิกับโคคุโตะคว้าเธอไว้ได้ทัน เขาเห็นเธอทรุดนั่งลงกับพื้นและเอามือกุมศีรษะไว้


"เฮ้ๆ แต่ข้าว่านางเมาแล้วนะ" เคียวราคุที่มองลูเคียอยู่เช่นกันว่าเสียงเครียดขึ้นมา


"เป็นไปไม่ได้ ลูเคียรู้ว่าดื่มสาเกได้แค่ไหน ไม่ดื่มจนเมาเด็ดขาด"


"ถ้าอย่างนั้นข้าว่าที่นางกินก็ไม่ใช่สาเกแล้วล่ะ"


เบียคุยะหันขวับ "อะไรนะ"


"เรามาดูกันดีกว่าว่าสาวๆเค้าดื่มอะไรกัน" เคียวราคุว่าแล้วโบกมือเรียกรองหัวหน้าหน่วยของตัวเอง "นานาโอะจางงงงงงงง"


"มีอะไร" หญิงสาวใส่แว่นปรากฏตัวขึ้นข้างกายเขาในพริบตา ใบหน้าสวยหวานแดงเรื่อเหมือนสาวคนอื่น


"หืม เจ้าเมาแล้วน้า ให้ข้าช่วยประคองดีกว่า" ไม่ว่าเปล่า เคียวราคุเอามือโอบเอวเจ้าหล่อน ซึ่งเธอก็หันมาเอาถาดวางขวดสาเกฟาดเข้าที่หัวเจ้านายจนหน้าหงายในทันที


เคียวราคุลูบหัวป้อยๆ ทำท่าจริงจังขึ้นมา "นี่ นานาโอะจัง วันนี้พวกเจ้าดื่มสาเกกันเยอะไปหรือเปล่า"


"ที่เสิร์ฟให้สาวๆวันนี้ไม่ใช่สาเก แต่เป็นค็อกเทล" เบียคุยะเริ่มขมวดคิ้วเมื่อได้ยิน "น้ำผลไม้ผสมเหล้า มัตซึโมโตะคุงเพิ่งได้สูตรมาจากโลกมนุษย์น่ะค่ะ"


เบียคุยะสิ้นความอดทน เขาลุกขึ้นยืนท่ามกลางสายตางงงวยของหัวหน้าหน่วยคนอื่น "ข้าจะกลับแล้ว ราตรีสวัสดิ์" ร่างสูงบอกโดยไม่รอฟังอะไรทั้งนั้น เขาเดินตรงไปหาลูเคียเป็นอันดับแรก


"ลูเคีย กลับบ้าน"


"หืม" เธอเงยหน้ามองเจ้าของเสียงด้วยสายตาหวานฉ่ำเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ในค็อกเทล แต่แม้จะเมาเธอก็ยังมีสติพอจะพูดและฟังรู้เรื่องจึงพยักหน้าเบาๆเป็นการตอบ รับ "ค่ะ ท่านพี่"


"หะ..หัวหน้า ให้ข้ากับซึซึมุระช่วยพาลูเคียกลับไหมครับ" เร็นจิเสนอตัวเมื่อเห็นลูเคียลุกแล้วเซไปข้างๆอีกหน สองหนุ่มที่รีบสอดมือเข้าไปรับร่างบางแทบชักมือกลับไม่ทันเมื่อมือของเบียคุ ยะคว้าเธอได้ก่อนใคร


"นั่นสิครับ ท่านพี่เบียคุยะ"


"ข้าไม่เมาซักหน่อย" ลูเคียพูดอย่างไม่พอใจที่ถูกหาว่าเมาต่อหน้าเบียคุยะ


"ไม่เป็นไรเร็นจิ ข้าจัดการได้" คำตอบจากเบียคุยะทำให้เร็นจิกับโคคุโตะต้องถอยกลับไป ทั้งสองหนุ่มกล่าวลาตามมารยาทและกลับเข้าไปในงานเลี้ยง


"เดินไหวหรือเปล่า"


"ไหวค่ะ แค่มึนๆน่ะค่ะ" เธอพยายามเดินให้ตรงแต่ก็เซไปอีก เบียคุยะจึงต้องประคองเธอไปตลอดทาง ทั้งคู่ต่างก็เดินไปโดยไม่พูดจากัน ลูเคียเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอาการแย่ลงเรื่อยๆแต่ก็พยายามกลั้นใจเดินต่อไป หวังว่าจะถึงบ้านเร็วๆเสียทีขณะเบียคุยะสาละวนอยู่กับการพาลูเคียเดินไปโดย ไม่ให้สะดุดเข้ากับอะไรก็ตามที่อยู่บนถนน


ลูเคียเริ่มใจชื้นและเริ่มโล่งอกที่เห็นประตูบ้านคุจิกิ เธอเดินผ่านเข้าบ้านด้วยอาการผะอืดผอมเต็มแก่ การเดินเป๋ไปเป๋มาทำให้เธอวิงเวียนมากขึ้นและที่สุดก็ทนไม่ไหวต้องรีบวิ่ง เข้าห้องน้ำที่อยู่ข้างห้องรับแขกและอาเจียนออกมา


เบียคุยะยังคงยืนเฝ้าเธออยู่หน้าห้องน้ำที่มีเสียงโอ้กอ้ากสลับกับเสียงกด ชักโครกดังลอดออกมาเป็นระยะๆ ถึงเขาจะรู้ว่าเป็นเรื่องปกติของคนเมา แต่เพราะเป็นเธอเขาก็เลยอดห่วงไม่ได้


..ทุเรศสิ้นดี..ลูเคีย..


..ทุเรศจริงๆ..


..เมาในงานเลี้ยงฉลองตำแหน่งของตัวเองยังไม่พอ ยังจะอ้วกต่อหน้าท่านพี่อีก!!..


เธอเอามือเหนี่ยวผนังใกล้ๆรั้งตัวเองให้ยืนขึ้น เธอเดินโงนเงนไปที่อ่างล้างหน้า วักน้ำเย็นลูบจนทั่วหน้าและกลั้วคออยู่หลายครั้งจนเริ่มรู้สึกดีขึ้นจึงลาก สังขารออกจากห้องน้ำ แล้วก็ต้องตกใจเมื่อร่างสูงของเขายังคงยืนอยู่หน้าห้องน้ำไม่ได้จากไปไหน


"ท่านพี่!"


"ตามข้ามาลูเคีย" เขาว่าเสียงเย็น ลูเคียกลืนน้ำลายดังเอื้อก ได้แต่เดินตามเขาไปต้อยๆ


..ซวยแล้วไง..


..โดนทำโทษแน่ๆ..


..ท่านพี่โกรธแล้วเห็นไหม..


..ทั้งโง่ ทั้งงี่เง่า..


..ไม่เคยดื่มก็ดันดื่มซะเมาจนได้..


..เจ้ามันแย่ที่สุด!!..


เจ้าบ้านคุจิกิหยุดยืนหน้าห้องนอนตัวเอง ลูเคียกระพริบตาปริบๆอย่างไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเขาพาเธอมาที่ห้องนอนเขาทำไม เขาเปิดห้องและเดินเข้าไปด้านใน ส่วนเธอยังยืนลังเล


"เข้ามาข้างใน ลูเคีย" เขาสั่ง เธอกลืนน้ำลายแห้งผากได้แต่ก้มหน้าทำตามที่เขาบอก "นั่งรออยู่ที่นี่ ห้ามออกไปไหนจนกว่าข้าจะกลับมา เข้าใจไหม"


"เข้าใจค่ะ" ลูเคียผงกหัวรับทราบอย่างมึนๆ มึนเพราะฤทธิ์เหล้าและมึนเพราะไม่รู้ว่าทำไมต้องเป็นห้องนอนของเขาแทนที่จะเป็นห้องหนังสือ


เธอตัดสินใจนั่งลงที่โต๊ะรับแขกตามคำสั่ง เบียคุยะจึงเดินออกจากห้องไป ลูเคียก้มหน้ามองพื้นพลางเงี่ยหูฟังฝีเท้าที่ห่างไปเรื่อยๆด้วยความหวาดกลัว ว่าจะโดนลงโทษอะไร เมื่อเห็นเขาหายไปนานเธอก็เริ่มหลุกหลิกมองไปรอบห้อง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้เข้ามาในห้องของเขา หลายครั้งที่เธอได้แต่นึกสงสัยว่าห้องของเขาจะเป็นแบบไหนกัน ตอนนี้เธอก็ได้รู้เสียที อย่างแรกที่เห็นคือมันกว้าง แม้พื้นที่จะกว้างกว่าห้องของเธอไม่มาก แต่เพราะเครื่องเรือนน้อยชิ้นทำให้มันดูกว้างกว่าเยอะทีเดียว ทุกอย่างในห้องดูเรียบง่ายเกินกว่าจะเป็นห้องของเจ้าบ้าน แม้จะดูโปร่งโล่งสบายแต่บางอย่างกลับทำให้ลูเคียรู้สึกได้ถึงความโดดเดี่ยว และอ้างว้าง


..เป็นห้องของเจ้าบ้านที่ไร้ชีวิตชีวาเหลือเกิน..


..ท่านพี่คงจะเหงามาก..


..ไม่มีคนสนิท..


..ไม่มีบ่าให้แบ่งเบาความทุกข์..


..ไม่มีอ้อมกอดให้แบ่งปันความสุข..


..ที่ผ่านมาข้าหลงคิดว่าข้านั้นโดดเดี่ยวอยู่ในบ้านกว้างใหญ่เพียงคนเดียว..


..ทั้งที่ท่านพี่ก็โดดเดี่ยวไม่ต่างไปจากข้าเลยสักนิด..


..เพราะข้าเอาแต่คิดถึงแต่ความรู้สึกตัวเอง..


..จนไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของท่านพี่..


..ตั้งแต่ท่านพี่และอิจิโกะช่วยข้าไว้ ข้าก็ไม่เหงาอีกต่อไป..


..ข้าไม่อยากให้ท่านพี่ต้องทนเหงาแบบนี้เลย..


..ท่านพี่ฮิซานะคะ..


..ข้าอยากจะช่วยท่านพี่เหลือเกิน..


เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาเรียกให้เธอหยุดความคิดฟุ้งซ่าน ประตูเปิดออกพร้อมกับร่างสูงที่เดินกลับเข้ามาพร้อมกับถ้วยสองใบซึ่งเขาวาง มันลงบนโต๊ะข้างหน้าเธอ


"ชามะตูมกับน้ำผึ้ง จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น"


"อ่อ..ค่ะ..ขอบคุณค่ะ ท่านพี่" เธอรินน้ำผึ้งใส่ถ้วยชามะตูมที่มีไอร้อนลอยกรุ่นกะประมาณให้ออกหวานแล้วคน ให้เข้ากัน แม้จะยังเมาแต่เธอก็อดดีใจไม่ได้ที่เขาเป็นห่วงเธอถึงขนาดไปชงชามาให้เธอ เธอรับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่เขามีให้ผ่านท่าทีเย็นชาแข็งกระด้างนั้น


เบียคุยะดูเธอเริ่มจิบชาและลุกออกจากห้องไปอีกครั้งโดยไม่พูดไม่จา พอชาใกล้หมดถ้วยเขาก็กลับเข้ามาพร้อมกับหอบผ้ากองหนึ่งมาวางไว้บนโต๊ะสูง หน้าห้องน้ำซึ่งลูเคียไม่ทันได้ใส่ใจ เธอหันไปก้มคำนับเขา


"ขอบคุณค่ะท่านพี่ ข้ารู้สึกดีขึ้นแล้ว ไม่รบกวนท่านพี่แล้วล่ะค่ะ"


"คืนนี้เจ้าต้องค้างที่นี่" คำตอบเรียบๆจากอีกฝ่ายทำให้ลูเคียรีบเงยหน้าขึ้นมองเขา ปากเล็กๆอ้าค้างอย่างคาดไม่ถึง "นี่เสื้อผ้าและผ้าเช็ดตัว"


"แต่.. "


"ไม่มีแต่ เจ้าเมาแบบนี้ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าอยู่คนเดียวแน่" เขาตัดบทเสียงเข้มจนลูเคียไม่กล้าเถียง "อาบน้ำแล้วเข้านอนซะ ลูเคีย"


เขากำชับและเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ลูเคียนั่งหวาดระแวงจนแทบสร่างเมาอยู่คนเดียวในห้องกว้าง


..บ้าไปแล้ว..


..จะให้ข้านอนห้องเดียวกับท่านพี่เนี่ยนะ!!..


เธอซี้ดปากขณะชะเง้อมองเตียงขนาดคิงไซส์น่านอนของเขาแล้วข่มใจ


..ไม่มีทาง!!..


เธอลุกพรวดวิ่งโซเซออกจากห้อง แต่แล้วต้องรีบวิ่งกลับเข้ามาอย่างเดิมเมื่อออกไปเจอเขายังยืนกอดอกอยู่หน้า ห้อง เธอกลืนน้ำลายและคว้ากองผ้าเช็ดตัววิ่งเข้าห้องน้ำไปอย่างเร็ว


..บ้า..


..ท่านเฝ้าหน้าประตูแบบนั้นข้าก็หนีไม่ได้สิ..


..แต่..


..ก็ได้..


..ค้างก็ค้าง..


ลูเคียอาบน้ำและแต่งตัวจนเสร็จจึงเดินออกจากห้องน้ำ เธอหันซ้ายหันขวาไม่เห็นแม้แต่เงาของเจ้าของห้อง เธอเดินวนรอบเตียงหลายรอบ พยายามทำใจนั่งลงบนเตียงอยู่หลายครั้งแต่สุดท้ายก็นั่งลงที่พื้นเพราะความ เขินอายที่จะต้องนอนเตียงเดียวกับเขา เธอดึงหมอนใบใหญ่ลงมาใบหนึ่งและเอนตัวลงนอนที่พื้นข้างเตียงนั้นเอง


เบียคุยะเดินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง เขาย่นคิ้วเมื่อไม่เห็นร่างเล็กของเธอบนเตียงจึงเดินอ้อมไปอีกฝั่งจึงพบว่า เธอนอนคุดคู้อยู่ที่พื้น เขาสั่นหัวเบาๆมีรอยยิ้มบางระบายบนใบหน้าแล้วตัดสินใจปล่อยเธอนอนไปแบบนั้น สักพัก ชายหนุ่มเดินเข้าห้องน้ำและจัดการธุระส่วนตัวของตัวเอง เสร็จแล้วก็กลับมายืนดูเธอที่เดิม


เขายิ้มขันกับความคิดของลูเคียที่เลือกนอนที่พื้นมากกว่าจะนอนบนเตียงของเขา เขาย่อร่างลงข้างร่างบอบบาง


"ลูเคีย" เขาเรียกเธออย่างอ่อนโยน เธอพยายามเงยหน้าตามเสียงของเขา แต่ไม่อาจลืมตาได้และรู้สึกว่าหัวหนักอึ้งเพราะยังเมาอยู่


"อืม..ปวดหัว.. " เธอพึมพำเอามือกุมหัวแล้วรู้สึกตัวเบาคล้ายกำลังลอยขึ้นและตกลงอีกครั้งบน บางอย่างที่นุ่มนิ่ม เธอขยับตัวยุกยิกและรู้สึกอุ่นไปทั้งตัว เสียงหัวใจของใครบางคนเต้นอยู่ข้างหู


"ง่วงแต่หลับไม่ได้ล่ะสิ" เสียงเบาราวกระซิบนั้นเอ่ยถาม


"อืม.." เธอครางด้วยความรู้สึกทรมานอย่างที่เขาบอก ง่วง หนังตาหนักจนลืมไม่ขึ้น แต่กลับหลับไม่ลงเพราะรู้สึกราวกับโลกกำลังเหวี่ยงเธอไปมา หัวเธอกำลังหมุนติ้วๆ


"ได้ยินหรือเปล่า"


..อืม..


..ได้ยิน..


..เสียงหัวใจ..ของท่านพี่..


..เต้นตึก ตึก..


"ฟังไปเรื่อยๆ ไม่ต้องสนใจอย่างอื่น" เสียงนุ่มนั้นบอกเธอ


..ตึก ตึก..


..ตึก ตึก..


..ตึก ตึก..


..ตึก ตึก..


..ตึก ตึก..


..


เสียงนั้นค่อยๆห่างออกไปและเธอก็ไม่ได้ยินอะไรอีก..


เบียคุยะฟังเสียงหายใจที่เริ่มช้าลงและคงที่ของเธออันเป็นสัญญาณว่าเธอหลับ ไปแล้วในอ้อมกอดของเขา ดวงหน้าหวานซุกอยู่กับอกกว้าง เขายิ้มในความมืดรอบกาย


"ราตรีสวัสดิ์ ลูเคีย"

 

 

 

 

******

 

 


"อืมมม" เสียงครางในลำคอออกมาจากร่างเล็กที่นอนขดอยู่บนเตียงก่อนที่เจ้าตัวจะขยับร่างเบาๆ


..ยังรู้สึกว่าหัวหมุนอยู่เลยแฮะ..


หญิงสาวกลอกตาไปมาใต้หนังตาที่ยังปิดจนปรับสภาพได้จึงค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้น


ภาพแรกที่เธอเห็นทำให้เธอหยุดหายใจ เธอกระพริบตาถี่และหลับตาลงอีกครั้งด้วยหวังว่าภาพนั้นจะหายไป


..ฝัน..


..เจ้ากำลังฝัน..


..พอลืมตามาภาพนั้นจะหายไป..


..ฝัน..


เธอลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว


..อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก..


เธอกรีดร้องอยู่ในใจ แม้จะยังมืดเพราะเป็นเวลากลางดึกแต่ระยะห่างแค่หนึ่งศอกก็เพียงพอที่จะทำให้เธอเห็นใบหน้าของเขาได้ชัดเจน


..ทะ..ทะ..ทะ..ท่าน..พะ..พะ..พี่..


..อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก..


..จะหล่อไปหน๊ายยยยยยยย..


หัวใจเริ่มเต้นเร็วและแรง มันฉีดเลือดขึ้นใบหน้าเธอจนแดงจัด


..อ๊ากกกกกกกกกกกกกก..


..หล่อ..


..หล่อได้อีก..


..แค่ไม่ติดปิ่นก็หล่อจะแย่แล้ว!!..


..แต่นี่..


..อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก..


..ก็รู้ว่าหล่อ..


..แต่นี่มัน..


..หล่อยิ่งกว่าตอนกลางวันอีก!!..


เธอเริ่มหายใจไม่ทันเมื่อเพ่งมองใบหน้าเรียวของเขา ผมยาวประบ่าสีดำกรอมใบหน้า นัยน์ตาปิดสนิท คิ้วบางโก่ง ริมฝีปากเรียบเนียน


..นะ..นะ..น่ารัก..


..อย่างกับลูกแมว..


..ถ้าเอามือแหย่จมูก จะโดนงับไหมนะ..


เธอยิ้มและหัวเราะคิกคักกับความคิดพิเรนท์ของตัวเองในความมืด


..ตอนกลางวันท่านดุอย่างกับเสือ..


..แต่ตอนนอนน่ารักอย่างกับแมวเชื่องๆ..


..


..


เธอเม้มปากเมื่อสายตาสบกับริมฝีปากของเขา


..น่าจูบชะมัด..


..จะเป็นยังไงนะ..


..ถ้าจะขโมยจูบท่านพี่ตอนหลับแบบนี้น่ะ..


..


..บ้า บ้า บ้า..


..เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว..


..แต่ท่านพี่น่ารักจริงๆนี่นะ..


..อยากจะนอนมองท่านพี่ตอนหลับแบบนี้ทุกวัน..


..อิจฉาท่านพี่ฮิซานะจังเลยแฮะ..


..อิจฉาท่านที่ได้นอนข้างท่านพี่ทุกวัน..


..อิจฉาท่านที่ได้เป็นเจ้าของท่านพี่ทั้งตัวทั้งหัวใจ..


..


ลูเคียกลั้นหายใจยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขา


..แค่จูบทีเดียวเอง..


..


..


..


..


..


..


..เฮ้อ..


เธอดึงตัวเองกลับมาที่เดิม ใบหน้าหวานยิ้มเศร้าๆ


..


..


..ราตรีสวัสดิ์ค่ะ ท่านพี่เบียคุยะ..
 

 

 

 

 
ลูเคียไล่สายตาสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองในกระจกขณะยืนแขม่วท้องให้เมกุมิผูกโอบิแบบไคโนะกุชิและคาดโอบิจิเมะเข้ากับเอวบางของเธอ โอบิสีทองตัดกับกิโมโนสีแดงลายดอกสีขาวฟ้าเล็กๆช่วยขับเน้นให้ผิวขาวของเธอดูเปล่งปลั่งและสดใส เธอรู้สึกตื่นเต้นที่งานเลี้ยงเย็นนี้เป็นงานของเธอ ไม่สิ พูดให้ถูกคือสมาคมรองหัวหน้าหน่วยกับยมทูตสตรีจัดงานนี้ฉลองรับตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วยให้เธอโดยเฉพาะ ลูเคียจึงพิถีพิถันเรื่องการแต่งตัวของตัวเองมากกว่าครั้งไหนๆ


..ต้องไม่ทำให้ตระกูลคุจิกิขายหน้า..


เธอคิด พลางหันหน้ามองเมกุมิที่ก้มหน้าก้มตาง่วนอยู่กับการช่วยเธอแต่งตัว


"คุณหนูไม่ลืมอะไรแน่นะคะ พัดนัทสึ(พัดสำหรับพกคู่กับชุดกิโมโน)ก็เอาไปแล้วใช่ไหมคะ" เมกุมิถามย้ำ มือสองข้างวุ่นวายอยู่กับการเก็บรายละเอียดที่ทรงผมของเธออันเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการแต่งตัวอันยาวนาน


ลูเคียพยักหน้า "อืม เอามาแล้ว"


เมกุมิหยิบช่อดอกไม้สดเล็กๆเสียบเข้ากับผมที่รวบไว้ด้านหลังของเจ้านายสาว "ผ้าเช็ดหน้า นาฬิกาพก ถุงเครื่องหอมล่ะคะ"


"เอามาแล้วเหมือนกัน" ลูเคียตอบ ดวงหน้าสวยอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก


..แต่งหน้าทำผมดีๆ ก็สวยเหมือนกันแฮะ..


..นานๆแต่งตัวสวยทีก็ดีนะ..


พักหลังเธอไม่ค่อยได้ใส่ชุดที่เป็นทางการมากนัก ส่วนมากเวลาออกไปไหนมาไหนก็ใส่แต่ชุดยมฑูตทั้งวี่ทั้งวัน กลับมาก็เปลี่ยนเป็นยูคาตะสำหรับใส่อยู่บ้าน เรื่องแต่งตัวสวยก็เลยไม่ต้องพูดถึง ยิ่งเรื่องแต่งหน้าทำผมด้วยแล้วแทบจะเรียกว่าเลิกคิดได้เลยก็ว่าได้


"ข้าเอารองเท้าโซริไปวางไว้ให้ที่เก็นคังแล้วนะเจ้าคะ" เสียงเมกุมิว่าต่ออย่างกระวนกระวาย


ลูเคียหันมองเมกุมิแล้วหัวเราะคิกคัก อดแซวเจ้าหล่อนไม่ได้ "เจ้าตื่นเต้นกว่าข้าเสียอีก เมกุมิ"


"แน่ล่ะสิคะ วันนี้เบียคุยะซามะไปด้วยไม่ใช่หรือเจ้าคะ" ลูเคียรู้สึกตัวเกร็งขึ้นมาทันที ท่าทีนั้นมีหรือจะหลุดรอดสายตาของเมกุมิไปได้ สาวใช้ยิ้มขันแล้วพูดต่อ "งานวันนี้ก็เป็นงานของคุณหนู ข้าไม่ยอมให้คนอื่นสวยกว่าคุณหนูของข้าหรอกเจ้าค่ะ"


ลูเคียยิ้มเอียงอายเมื่ออีกฝ่ายพูดถึงชื่อของคนๆนั้น พวงแก้มใสระบายสีแดงระเรื่อยามที่คิดถึงเขา


..ท่านพี่..


..ป่านนี้คงจะแต่งตัวเสร็จแล้ว..


..ท่านพี่จะว่ายังไงบ้างนะ ถ้าเห็นข้าในชุดแบบนี้น่ะ..


..ข้าจะสวยพอในสายตาท่านหรือเปล่านะ..


เมกุมิยกแขนเจ้านายสาวแล้วหมุนเธอไปรอบๆ "เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ รับรองว่าเบียคุยะซามะต้องมองท่านทั้งคืนแน่" สาวใช้เอ่ยราวกับอ่านใจเจ้านายสาวได้


"เมกุมิ!!"


เจ้าของชื่อกลับหัวเราะคิกที่เห็นทีท่าเขินอายของลูเคียตามคาด "ได้เวลาแล้ว รีบไปเถอะเจ้าค่ะ" เธอตัดบทและดันหลังลูเคียให้ออกจากห้อง




************************************************************************************




ลูเคียสวมรองเท้าโซริโดยมีเมกุมิยืนอยู่ข้างๆ สาวใช้ก้มหัวคำนับเธอ "เดินทางปลอดภัยนะเจ้าคะ"


"ขอบใจนะ เมกุมิ" หญิงสาวตอบ ร่างบางหมุนตัวแล้วก้าวเดินไปยังประตูใหญ่ หัวใจในอกเต้นตึกตักรุนแรงเมื่อเห็นร่างสูงของเบียคุยะยืนหันหลังให้เธออยู่หน้าประตู กิโมโนสีดำ ฮากามะสีเทา ฮาโอริสีดำประทับตราประจำตระกูล ทำให้เขาดูเคร่งขรึมและลึกลับน่าค้นหา


เธอเดินตรงไปยังเขา ก่อนจะพบว่า เขากำลังยืนคุยอยู่กับใครอีกคน..


อันที่จริงเธอก็ชวนใครคนนั้นไปงานด้วย แต่เธอคาดไม่ถึงว่าใครคนนั้นจะมาแวะหาเธอที่นี่ก่อนจะเข้างาน


..ซึซึมุระ โคคุโตะ...




************************************************************************************



"สวัสดีขอรับ ท่านพี่เบียคุยะ" ชายหนุ่มผมทองโค้งคำนับเจ้าบ้านตระกูลคุจิกิตามธรรมเนียมปฏิบัติ


เบียคุยะรู้สึกคิ้วซ้ายกระตุกอย่างไม่สบอารมณ์ในทันที แต่ก็ผงกศีรษะตอบรับตามมารยาท "สวัสดีนายน้อยโคคุโตะ" แม้ใบหน้าเขาจะยังคงเรียบเฉยดุจหน้ากากน้ำแข็ง ทว่าจิตใจนั้นกลับเริ่มจะว้าวุ่นขึ้นมา


..โคคุโตะ? มาทำอะไรที่นี่??..


..หรือว่า..


..เพราะลูเคีย???..



เขายังจำได้ดีถึงเหตุการณ์เมื่อสิบห้าปีก่อน เจ้าเด็กเมื่อวานซืนตรงหน้ากล้าพูดใส่หน้าเขาว่า 'จะมารับลูเคียไปเป็นเจ้าสาว' ในตอนนั้นเขายังนึกขันกับเจ้าเด็กนี่ และคิดว่าคงเป็นเรื่องของเด็กที่นึกสนุก พูดจาอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่ตอนนี้เขาชักเริ่มไม่แน่ใจว่าเขาคิดถูก เพราะอย่างน้อยคนตรงหน้าก็เป็นว่าที่เจ้าบ้านซึซึมุระ หนึ่งในตระกูลขุนนางเช่นเดียวกับคุจิกิ ที่มักจะถูกสอนและกำชับนักหนาเรื่องสัจจะวาจา


..หรือเพราะลูเคีย โคคุโตะถึงเลือกหน่วยสิบสาม???..


หนึ่งในปัญหาคาใจนับตั้งแต่วันที่เห็นชื่อโคคุโตะในคำสั่งแต่งตั้งของลูเคียที่เขาได้แต่เก็บไว้ในใจและพยายามไม่ใส่ใจมัน แต่ดูท่าว่าวันนี้เขาคงต้องคิดดูใหม่เสียแล้ว


"ท่านพี่ก็ไปงานเลี้ยงด้วยสินะขอรับ" เด็กหนุ่มถามอย่างสนิทสนม


"อืม หัวหน้าหน่วยทุกคนได้รับเชิญไปงานนี้" เขาตอบพลางจ้องมองชายหนุ่มที่แต่งตัวแบบทางการเหมือนเขาไม่มีผิด ต่างกันตรงตราประจำตระกูลที่ประทับตรงปกเสื้อเท่านั้น


โคคุโตะทำสีหน้าแปลกใจ "ท่านพูดราวกับว่าถ้าไม่ได้รับเชิญในฐานะหัวหน้าหน่วยก็จะไม่ไป ทั้งที่เป็นงานเลี้ยงที่จัดให้ลูเคียโดโนะ"


คำเปรยเรียบๆนั้นราวกับเป็นระเบิดลูกย่อมๆที่หย่อนลงกลางใจเบียคุยะ เขาหันขวับกลับไปมองโคคุโตะสีหน้าไม่พอใจ "ไปทั้งที่ไม่ได้รับเชิญ ไม่เรียกว่าถูกกาลเทศะ"


"ท่านเป็นคนสำคัญของนางนะ! ต่อให้ไม่มีใครเชิญ ท่านก็ควรจะไป!" โคคุโตะเริ่มใส่อารมณ์ในน้ำเสียง คนอื่นอาจจะไม่กล้าโต้เถียงกับคุจิกิ เบียคุยะ แต่คนๆนั้นต้องไม่ใช่เขาแน่


"ข้าจะไปไหนหรือไม่ไปไหน เป็นดุลยพินิจของข้า ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า"


"ท่านจะไปไหน หรือไม่ไปไหนก็เรื่องของท่าน แต่ท่านควรใส่ใจลูเคียโดโนะให้มากกว่านี้!!"


เบียคุยะรู้สึกเหมือนถูกน้ำร้อนราด โทสะพลุ่งพล่านเป็นริ้ว "ระวังคำพูดด้วยนายน้อยโคคุโตะ ถึงท่านจะเป็นว่าที่เจ้าบ้านแต่ท่านก็ยังไม่ได้รับตำแหน่ง หรือสภาอาวุโสบ้านซึซึมุระไม่ได้สอนเรื่องสัมมาคารวะ"


"หึ" โคคุโตะแค่นหัวเราะ "ข้าพูดแทงใจท่านล่ะสิ"


เบียคุยะไม่ตอบคำ พยายามไม่ต่อล้อต่อเถียงด้วย โคคุโตะเห็นแบบนั้นยิ่งรู้สึกสนุกกับการแหย่หนวดเสือมากขึ้นไปอีก


"ข้าขอเตือนท่านด้วยความหวังดี ท่านพี่เบียคุยะ" โคคุโตะว่าเรียบๆ เบียคุยะปรายตามองเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ยอมรามือ "หากท่านยังเป็นแบบนี้ล่ะก็ ท่านจะเสียนางไปในที่สุด"


"นั่นเป็นเรื่องส่วนตัว อย่าได้ยื่นมือเข้ามาสอด นายน้อยโคคุโตะ"


"ข้าไม่สนเรื่องของท่าน ข้าสนแต่เรื่องของนาง"


"การยุ่มย่ามกับชีวิตผู้อื่น ไม่ใช่วิสัยที่ควรกระทำ"


โคคุโตะแค่นยิ้มมุมปาก ยื่นหน้าเข้าไปใกล้เบียคุยะแล้วโยนระเบิดใส่เขา "แม้ว่านางจะยินยอมงั้นรึ"


ใบหน้าสลักยังนิ่งเฉย แต่โคคุโตะเห็นอาการตกใจและความโกรธอย่างรุนแรงในแววตาสีเทาดั่งหมอกคู่นั้น


..ที่ว่า ยินยอม มันหมายความว่ายังไง??..


..แค่มีเร็นจิเป็นคนสนิทยังไม่พออีกรึ ถึงต้องลากเจ้าเด็กนี่เข้ามาอีกคน??..


..ข้ายอมให้เจ้ามีเร็นจิเพราะข้าเห็นแก่ความสัมพันธ์ที่มีมานานของพวกเจ้า..


..แต่คนๆนี้ไม่ใช่!!..


..ลูเคีย..


..เจ้าต้องการอะไร??..



"ท่านพี่.." เสียงเล็กดังมาจากด้านหลังของคนทั้งคู่ที่ยืนโต้เถียงกันอยู่ ชายหนุ่มทั้งสองพร้อมใจกันหันหลังกลับไปมองหญิงสาวที่เพิ่งเดินเข้ามา หญิงสาวที่พวกเขากำลังรอคอย เบียคุยะรู้สึกได้ทันทีว่าไม่ใช่แค่เขาที่ถูกภาพตรงหน้าสะกดไว้ หากเด็กหนุ่มที่ยืนข้างเขาก็หยุดการเคลื่อนไหวเช่นเดียวกัน


ร่างเล็กอันคุ้นเคยที่ชินตา วันนี้กลับไม่เหมือนวันก่อนๆหรือวันไหนๆ เด็กสาวที่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการแต่งตัวคนนั้นหายไป กลายเป็นสาวสะพรั่งที่รวบผมเป็นช่อไว้ด้านหลังประดับดอกไม้เล็กๆ เธอสวมกิโมโนสีแดงที่เขาซื้อไว้ให้เธอตั้งแต่ต้นปีที่เธอยังไม่เคยได้มีโอกาสเอาออกมาใส่ เธอปัดแก้มด้วยสีชมพูบางๆให้พอดูเป็นธรรมชาติ แพขนตางอนยาวและเข้มขึ้นขับเน้นนัยน์ตาสีม่วงชวนหลงใหล เส้นบางรอบดวงตายิ่งทำให้นัยน์ตานั้นสวยคมราวกับจะบาดหัวใจผู้คนที่มองมัน


"..โคคุโตะ.."


ยามที่เธอขยับปากพูด ลิปกรอสสีชมพูม่วงทอประกายยิบยับทำให้ริมฝีปากนั้นอวบอิ่มและเย้ายวนกว่าที่เคย


เขากระพริบตายืนมองเธออย่างตกตะลึงจนลืมไปเสียสนิทว่ากำลังโต้เถียงอยู่กับเด็กหนุ่มข้างๆ


..สวย..


..สวยกว่าวันที่เจ้าอยู่ในอ้อมกอดของข้าหลายเท่านัก..


..ลูเคีย..



"เอ่อ.. " ปากเล็กๆนั้นขยับช้าๆ เขาสังเกตุเห็นว่าแก้มเธอสีเข้มขึ้นอีกเท่าตัว "ข้าว่าเราไปกันได้แล้วมั้งคะ"


เขาเห็นเด็กหนุ่มที่เพิ่งได้สติผายมือให้เธอ เธอมองสบตาเขาเป็นเชิงขออนุญาต เมื่อเห็นเขาไม่ว่าอะไร เธอจึงเดินคู่ไปกับโคคุโตะ เขาเดินตามหลังคนทั้งคู่ไปโดยไม่อาจละสายตาจากเธอแม้เสี้ยววินาที เธอสวยเสียจนเขาอยากจะจดจำทุกรายละเอียดของร่างกายเธอเอาไว้ในความทรงจำ


เขาเห็นโคคุโตะปรายตามองเขาแว่บหนึ่งก่อนจะก้มลงพูดที่ข้างหูเธอด้วยเสียงที่ดังพอที่เขาจะได้ยิน "ข้ากล้าพนันว่าวันนี้ท่านสวยที่สุดในงาน ลูเคียโดโนะ"


"เจ้าบ้า!!" ลูเคียเขินจัดซัดหมัดลุ่นๆเข้าที่แขนของโคคุโตะ เขาได้ยินเสียงเด็กหนุ่มร้องโอดครวญตามด้วยเสียงหัวเราะต่อกระซิกของคนทั้งคู่ที่ไม่ทันสังเกตว่ากำลังสร้างความไม่พอใจให้คนที่เดินตามหลังมาอย่างมาก


..หงุดหงิด..


..ไอ้ท่าทีสนิทสนมราวกับรู้จักกันมานานแบบนั้นมันหมายความว่ายังไงกัน??..



"ข้านึกว่าเจ้าจะไปที่งานเลยเสียอีก"


"ทีแรกข้าก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ข้าอดใจรอเจอท่านตอนเย็นไม่ไหวนี่สิ"


"ตลกน่าโคคุโตะ เราเพิ่งจะเจอกันไปตอนประชุมหลังเลิกงานไม่ใช่รึ" โคคุโตะยักไหล่คล้ายไม่ใส่ใจ


"อ้อ จริงสิ ท่านพี่เบียคุยะ" โคคุโตะเดินช้าลงจนมาอยู่ข้างเขา "พรุ่งนี้ข้าจะให้ลูเคียโดโนะฝึกพิเศษให้ข้าเสียหน่อย คาดว่าจะเลิกดึก ถ้ายังไงข้าคงจะพานางไปทานมื้อเย็นก่อนแล้วจะพานางไปส่งที่บ้านเอง หวังว่าท่านจะอนุญาต"


"ข้าบอกว่าจะฝึกให้เจ้าเมื่อไหร่กัน! โคคุโตะ!" ลูเคียถามอย่างตกใจ


โคคุโตะยิ้มกว้าง ตอบกลับแบบจงใจยั่วประสาทอีกฝ่าย "ข้าขออยู่นี่ไง ท่านจะฝึกให้ข้าไหมล่ะ"


"แต่.." ลูเคียหันมองเขาอย่างขอความช่วยเหลือ เพราะไม่แน่ใจว่าควรจะตอบเด็กหนุ่มอย่างไร "ท่านพี่.. "


"ตามสบาย" เขาตอบสั้นๆราวกับไม่ได้คิดอะไร หากเสี้ยวนาทีให้หลังเขากลับสำนึกเสียใจจนอยากชกหน้าตัวเองที่ตอบไปโดยไม่คิดให้ถี่ถ้วน


..ขอแบบนั้น..


..มันขอไปเดทไม่ใช่รึ????..



"ได้เลยโคคุโตะ" ลูเคียหันไปตอบด้วยท่าทางยียวนไม่แพ้กัน "ถ้าเจ้าเหี้ยนกระหือรืออยากจะฝึกนัก พรุ่งนี้ข้าจะจัดให้เต็มที่จนร้องขอกลับบ้านไม่ทันเลยเชียวล่ะ"


"อย่าดูถูกกันเกินไปนัก ลูเคียโดโนะ"


"ยังหรอก ไว้เจ้าเจอหลุมมหาภัยของคิโยเนะก่อนเถอะ"


โคคุโตะนึกถึงหญิงสาวที่ทำตัวกระโดกกระเดกอีกคน "เห คิโยเนะซังน่ะเหรอ ไม่ใช่ว่าในบ่อมีแต่เหล้าหรอกนะ"


"เดี๋ยวก็รู้" เธอว่าพลางยักคิ้วหลิ่วตาอย่างปรามาส


โคคุโตะยักไหล่เบาๆ ยิ้มอย่างกวนๆ "วางใจเถอะ ข้าไม่ตกหลุมของคิโยเนะซังหรอก เพราะข้าตกหลุม"รัก"ท่านอยู่"


ร่างสูงที่เดินตามมาด้านหลังหยุดเดินในทันทีราวกับถูกหอกแทงทะลุอกแล้วตรึงร่างเขาไว้กับที่ เขารู้สึกลำตัวชาวาบ สมองหยุดสั่งการใดๆ เขาเห็นลูเคียโวยวายใส่เด็กหนุ่มพร้อมกับต่อยเขาที่ปลายคางจนเด็กหนุ่มเซไปด้านหลัง ทว่าเด็กหนุ่มยังคงยิ้มร่าเริงดูไม่สะทกสะท้านกับรอยแดงที่ปลายคางของตน


"ข้าบอกให้เจ้าเลิกพูดแบบนั้นไง โคคุโตะ!!"


..รัก??..


"ก็ข้ารู้สึกแบบนั้นจริงๆนี่นา"


..เจ้าเด็กนั่นมันพูดว่า "รัก" งั้นรึ??..


"โอ๊ยย.. พอแล้วๆ ก็ได้ๆ ข้าเลิกพูดก็ได้ สงสัยท่านจะซ้อมข้าจนตายแน่ถ้าข้าไม่เลิก"


..ปากดีกล้าพูดถึงขนาดนี้เชียวรึ?..



"ใช่ ถ้าเจ้าไม่เลิก ข้าจะซ้อมเจ้าจนกว่าจะตายคามือเลยเชียวล่ะ!"


..พูดออกมาได้หน้าตาเฉย..



"วันนี้ท่านก็ซ้อมข้ามาทั้งวันแล้วนะ ลูเคียโดโนะ"


..ช่างเป็นคนที่น่าหงุดหงิด..


"เป็นผู้ชายประสาอะไร เจ็บนิดเจ็บหน่อยทำเป็นสำออยไปได้"


..และน่ารำคาญจริงๆ..



"น่า..ท่านอย่าโกรธเลยนะ เอานี่..วันนี้ข้าก็มีของขวัญมาให้ท่านด้วยนะ"


..ถ้ามีเซมบงซากุระอยู่ในมือล่ะก็..


"เจ้าจะติดสินบนข้าหรือไง"


.. ข้าคงจะฆ่าเจ้าเสียตรงนี้เลย โคคุโตะ..


"สินบงสินบนอะไร ข้าไม่ได้ซื้อมาซักหน่อย หยกนี่ข้าเจอมันตกที่สวนหลังบ้าน ข้าเห็นมันสวยดีก็เลยเก็บมันมา นี่ๆ มีที่ให้ร้อยเชือกด้วย ข้าก็เลยไปขโมยเชือกในห้องเก็บของมาร้อยเป็นสร้อยข้อมือ เอามือมา ข้าจะผูกให้"


"จะทำอะไร นายน้อยโคคุโตะ" เขาถามเสียงเย็นเยือกเมื่อเห็นเด็กหนุ่มคว้าข้อมือลูเคียของเขาขึ้นมาหน้าตาเฉย


โคคุโตะกระพริบตาถี่แกล้งตีสีหน้าว่าไม่เข้าในคำถาม "ก็..ผูกสร้อยข้อมือให้นางไงท่านพี่เบียคุยะ หรือว่า.." เขาเห็นนัยน์ตาสีทองส่องประกายระยิบก่อนจะทิ้งระเบิดลูกใหญ่


"หรือว่า..ท่านอยากจะเป็นคนผูกให้นางเอง"


"โคคุโตะ!!" เสียงลูเคียแว้ดขึ้นก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไร มือเล็กๆทุกตีเด็กหนุ่มไม่หยุด แก้มเนียนเปลี่ยนจากสีชมพูเรื่อเป็นแดงเข้มดุจสีชาด "ท่านพี่ไม่ใช่เพื่อนเล่นเจ้านะ!!"


เบียคุยะยังคงยืนเงียบเช่นเดียวกับหัวใจที่หยุดเต้นไปชั่วขณะ คำพูดนั้นตรงประเด็นเสียจนเขาไม่รู้จะรับมือกับมันอย่างไร


..เจ้าเด็กนี่ทำอย่างกับอ่านใจข้าออก..


..เจ้าพูดถูกโคคุโตะ..


..หากจะมีคนผูกสร้อยเส้นนั้นหรือเส้นไหนๆให้นาง..


..ข้าเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์..



เขากระตุกยิ้มเจ้าเลห์นิดหนึ่งเมื่อเห็นท่าทีเขินอายรุนแรงของลูเคีย เขาตัดสินใจกระแอมออกไปเสียงดังเพื่อขัดจังหวะคนทั้งคู่


"โคคุโตะ ลูเคีย รักษามารยาทในที่สาธารณะด้วย" น้ำเสียงจริงจังและเข้มงวดทำให้ทั้งสองคนรีบหันมาทำตัวสงบเสงี่ยม แต่เขารู้ดีว่าโคคุโตะคงไม่หยุดแค่นี้แน่..




"เมกุมิ..เมกุมิ.." ลูเคียชะโงกหน้าร้องเรียกหาสาวใช้ของเธอผ่านประตูฟุสุมะที่กั้นห้องกับโถงทางเดิน


หญิงสาวร่างเล็กที่สูงกว่าเธอเล็กน้อยปรากฏร่างตามเสียงเรียกของผู้เป็นนายแทบจะในทันที เมกุมิยิ้มกว้างเมื่อเธอก้าวเข้าไปในห้องนอนเล็กและเห็นลูเคียยืนบิดกายอยู่หน้ากระจกแต่งตัวบานใหญ่


"เจ้ามาช่วยข้าพับแขนเสื้อทีสิ" เธอสั่งอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าสวยสดใสที่ยิ้มแย้มรับอรุณยามเช้า ช่วยทำให้เมกุมิพลอยรู้สึกสดชื่น กระตือรือร้นตามอารมณ์ของเจ้านายไปด้วย สาวใช้ไม่รีรอให้เจ้านายพูดซ้ำรีบเดินเข้าไปหาและเริ่มพับแขนเสื้อให้ทันที


ลูเคียส่งป้ายรองหัวหน้าหน่วยให้เมกุมิ สาวใช้รับไปด้วยใบหน้าปลาบปลื้มอย่างที่สุด


"ยินดีด้วยนะเจ้าคะ เบียคุยะซามะต้องภูมิใจในตัวท่านมากแน่ๆเลยเจ้าค่ะ"


ใบหน้าลูเคียขึ้นสีแดงจัดทันทีที่ได้ยินชื่อของเขา เมกุมิยิ้มหวานอย่างรู้ทัน สิบปีที่เธอติดตามรับใช้ลูเคีย มีหรือเธอจะไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของเจ้านายทั้งสองของเธอเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนในช่วงสามปีที่ผ่านมา แม้ทั้งคู่จะยังไม่แสดงออกอะไรแต่แววตานั้นทำให้เธอรู้ได้ไม่ยากว่าเจ้านายสาวนั้นมีใจให้เจ้าบ้านคุจิกิเพียงคนเดียว ส่วนเบียคุยะซามะของเธอนั้นก็มักจะดูแลเอาใจใส่คุณหนูของเธออยู่ตลอดเวลา แต่เพราะฐานะเจ้าตระกูลทำให้เขาไม่ยอมแสดงอาการหรือท่าทีอะไรออกมา เธอได้แต่ภาวนาว่าสักวัน คุณหนูของเธอจะก้าวขึ้นมาเป็นนายหญิงของบ้านนี้เคียงคู่กับเขาเสียที


"ปลอกแขนนี้ก็สวยมากเลยนะเจ้าคะ เห็นว่าเบียคุยะซามะสั่งทำให้คุณหนูโดยเฉพาะเชียวล่ะเจ้าค่ะ" เมกุมิว่าพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ขณะตวัดเชือกผูกตรารองหัวหน้าเข้ากับต้นแขนของลูเคีย


ลูเคียยกแขนขึ้นดูปลอกแขนใหม่ที่เธอเพิ่งได้มาเมื่อคืน หลังจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อวานตอนเย็นที่ทำให้เธอตกใจจนแทบทำอะไรไม่ถูกเมื่ออยู่ๆเบียคุยะในจินตนาการของเธอก็ปรากฏกายขึ้นตรงหน้าขณะที่เธอกำลังเปลือยกายอยู่บนเตียง เธอเห็นนัยน์ตาสีเทานั้นตกใจไม่น้อยไปกว่าเธอ เธอพยายามตั้งสติคว้าผ้าห่มมาปิดร่างบางแต่ก็ช้ากว่าเสียงประตูที่ปิดลงแค่ไม่กี่วินาที เธอใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงที่เหลืออยู่ไปกับการแต่งตัวพร้อมๆกับสาปแช่งในความทุเรศและน่ารังเกียจของตัวเอง หลังจากนั้นเธอก็ไปยืนตัวสั่นคล้ายกำลังจะเสียสติอยู่หน้าประตูห้องทานข้าวเพราะไม่รู้จะมองหน้าเขาได้ยังไง จนเวลาผ่านไปราวสิบนาทีเธอก็ยังไม่ได้ยินเสียงใดๆเล็ดลอดออกมาจากในห้องทานข้าว เธอชักเอะใจว่าเขาอาจจะไม่ได้อยู่ในห้องทานข้าว จึงรวบรวมความกล้าเปิดประตูเข้าไปก่อนจะพบว่าในห้องทานข้าวนั้นว่างเปล่า ไร้เงาเจ้าบ้านอย่างที่คาด แต่บนโต๊ะกินข้าวมีกล่องสีน้ำตาลยาววางอยู่พร้อมกับกระดาษสีขาวที่ดูคล้ายจดหมาย เธอเดินไปหยิบมาดูจึงพบว่าเป็นข้อความของเขาที่ส่งถึงเธอว่าบังเอิญติดงานด่วน มาทานข้าวเย็นด้วยไม่ได้ ได้แต่ทิ้งของขวัญไว้ให้อยู่ในกล่องสีน้ำตาลที่วางทับจดหมายฉบับนี้ ลงท้ายด้วยลายเซ็นอันคุ้นตา


ในตอนนั้นเธอทั้งอาย ทั้งดีใจ ทั้งเกลียดตัวเอง ทั้งหวาดผวา ระคนกันไปจนทำอะไรไม่ถูก ยิ่งเมื่อหยิบกล่องไม้นั้นมาใกล้ก็ยิ่งรู้สึกอยากเอาหัวโขกพื้นให้ตายคาที่ไปเสียเดี๋ยวนั้นเพราะบนฝากล่องนั้นแกะสลักนูนสูงและเคลือบรักลายทองเป็นอักษรคำว่า "คุจิกิ" ซึ่งเท่ากับว่าเขายอมรับเธอเป็นสมาชิกคนหนึ่งของตระกูลอย่างภาคภูมิใจ และเมื่อเห็นปลอกแขนลายเดียวกันกับของเขาวางพาดยาวอยู่ในกล่องก็ยิ่งทำให้ละอายใจมากเข้าไปอีก เธอได้แต่ปลอบใจตัวเองว่ามันไม่ใช่ความผิดของเธอที่เขาเข้ามาเห็นอะไรแบบนั้นเพราะนั่นเป็นห้องของเธอ เขาอยากทะเล่อทะล่าเข้ามาเอง มันเป็นเรื่องสุดวิสัย และช่วยไม่ได้จริงๆ ซึ่งถ้าเขาจะโกรธ เกลียดหรือผิดหวังในตัวเธอเพราะเหตุนั้น เขาคงไม่ทิ้งของขวัญชิ้นนี้ไว้ให้เธอหรอกกระมัง และที่เขาผิดนัดก็เพราะเขาคงจะกระดากอายไม่ต่างกันกับเธอต่างหาก พอคิดอย่างนั้นก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง และกล้าหยิบมันมาใส่ตอนแต่งตัวเช้าวันนี้


ลูเคียยิ้มบาง รู้สึกประทับใจกับของขวัญชิ้นนี้อย่างมากในครั้งแรกที่เธอสวมมัน สัมผัสของปลอกแขนอันเรียบลื่นทว่ารัดเข้ากับแขนได้พอดิบพอดีทำให้การเคลื่อนไหวของเธอไม่ติดขัด เนื้อผ้าชั้นดีราคาแพงทำให้ไม่อับชื้นใส่แล้วรู้สึกสบายมากกว่าที่คิด ลวดลายที่เนื้อผ้าอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตระกูลคุจิกิช่วยกระตุ้นให้เธอรู้สึกภูมิใจในตัวเองที่ได้พิสูจน์ตัวเองจนเขายอมรับ และช่วยเป็นแรงผลักดันให้เธอพยายามมากขึ้นไปอีก


"เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ คุณหนู"


ลูเคียกระพริบตาเบาๆเมื่อมองตัวเองผ่านภาพสะท้อนในกระจกเงาตรงหน้าแล้วยิ้มให้กำลังใจตัวเองในการเริ่มต้นวันใหม่ที่อะไรๆก็ต่างไปจากเดิม หน้าที่ ความรับผิดชอบ ภาระงานที่จะมากขึ้นเป็นเท่าตัวตามตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วย เธอบอกตัวเองว่าจะตั้งใจและพยายามให้ถึงที่สุด


เพื่อตัวเธอเอง และ..







..เพื่อเบียคุยะ..



***************************************************************************************



ถึงกระนั้น บรรยากาศห้องทานข้าวกลับยังคงเงียบขรึมเช่นทุกวัน เบียคุยะนั่งที่เดิม อ่านหนังสือพิมพ์ระหว่างรอเธอเหมือนเดิม ดื่มชาเกียวกุโระเหมือนเดิม เธอเข้ามานั่งที่เดิม ทักเขาด้วยประโยคเดิมๆ เขาตอบเธอด้วยประโยคเดิม สาวใช้คนเดิมยกถาดอาหารมาให้เจ้านายทั้งสองผู้เริ่มต้นทานข้าวอย่างเงียบๆและดำเนินไปแบบเงียบๆเหมือนเดิม..เหมือนเดิมทุกสิ่งทุกอย่าง


ลูเคียลอบมองเขาด้วยหางตา อดรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาไม่ได้ ยิ่งเมื่อเห็นท่าทีนิ่งเฉยเย็นชาไม่พูดไม่จาไม่สบตาของเขา เธอก็ยิ่งหงุดหงิด เธอกัดตะเกียบด้วยความรำคาญใจ


..น่าเบื่อ..

..น่าเบื่อชะมัด..

..วันนี้เป็นวันสำคัญของข้าทั้งที จะเริ่มต้นให้มันสดใส ให้มันดีกว่าทุกวันหน่อยไม่ได้หรือยังไงนะ..

..ข้าอุตสาห์จะได้เริ่มต้นอะไรใหม่ๆกับเขาบ้าง ท่านก็เป็นเสียแบบนี้ไปซะได้..



"ท่านพี่คะ" เธอตัดสินใจเปิดการสนทนา ด้วยหวังว่าจะเปลี่ยนบรรยากาศให้มันสดใสชื่นมื่นขึ้นมาบ้าง


เขากลับตอบอย่างเสียไม่ได้ "มีอะไร"


เธอรู้สึกแปลกๆกับคำพูดนั้น แต่ก็ตัดสินใจไม่ใส่ใจมันและสลัดมันออกจากหัว "ขอบคุณสำหรับปลอกแขนอันนี้ค่ะ" ลูเคียยิ้มอย่างจริงใจ เธอดีใจจริงๆที่ได้ของขวัญจากเขา ไม่ว่ามันจะคืออะไร ไม่ว่ามัน
จะเล็กหรือใหญ่ ขอแค่มาจากเขา มันมีค่าในสายตาเธอเสมอ


"ไม่เป็นไร" เขาตอบโดยไม่มองหน้าเธอ


ลูเคียกลั้นใจพูดต่อ "ยาวกำลังดี แล้วก็ใส่สบายด้วยค่ะ" เธอยกแขนให้เขาดู คล้ายกับพยายามจะบอกเขาว่าเธอชอบของขวัญชิ้นนี้มากแค่ไหน แต่เขายังคงมองอยู่แต่จานข้าวของตนเอง


"ก็ดี"


"กล่องก็สวยมากด้วย ทำมาจากไม้หอมหรือเปล่าคะ กลิ่นหอมมากๆเลยค่ะ"


"ใช่" เขาตอบห้วน


ลูเคียเริ่มรู้สึกโกรธขึ้นมารำไรเพราะเธอจับความรู้สึกหงุดหงิดในน้ำเสียงนั้นได้อย่างชัดเจนขึ้นทุกครั้งที่เขาตอบ คิ้วบางเริ่มขมวดปม พยายามหายใจเข้าออกช้าๆหวังว่าจะช่วยระงับอารมณ์ที่เริ่มกรุ่น เธอมองออกว่าตอนนี้ต่างคนต่างก็หงุดหงิด เธอชักจะคิดว่าเช้านี้ของเธออาจไม่ดีอย่างที่หวัง


"เมื่อคืนนอนดึกหรือคะ" เธอฝืนยิ้ม พยายามถามไถ่อย่างห่วงใย พยายามมองโลกในแง่ดีว่าเขาอาจจะงานยุ่งเกินไปจนนอนไม่พอหรือไม่ได้นอน หรือกำลังทุกข์ใจอะไรจนเก็บอารมณ์ไม่อยู่เช่นทุกที


"อืม"


"มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ เห็นว่าเมื่อคืนมีงานด่วน.. "


"ไม่ใช่ธุระของเจ้า"


..ตึก!..



เสียงลูเคียกระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแรงตามสติที่ขาดผึงไปเรียบร้อย


..ไม่ใช่ 'ธุระ' ของข้า..งั้นรึ?!?..


..ข้าถามก็เพราะเป็นห่วง..


..ท่านกลับตอบแทนความเป็นห่วงของข้าด้วยคำพูดแบบนั้น!!..


..งี่เง่า!!!..


..ท่านมันงี่เง่าที่สุด!!!..


เบียคุยะสะบัดหน้ามองเธอ "รักษามารยาทด้วย ลูเคีย" น้ำเสียงเย็นเยียบสาดเข้าร่างลูเคียโครมใหญ่ เธอหันมองสบตาเขาด้วยความโกรธอย่างรุนแรง


"ขออภัยที่ข้างี่เง่า อยากสอดรู้สอดเห็นเรื่องของท่าน ข้ามันโง่ไปเองที่นึกเป็นห่วงท่าน!" เธอตอบกระแทกเสียง ลุกจากที่นั่งและเดินลงส้นเท้าออกไปจากห้องอย่างไม่พอใจ


เบียคุยะได้แต่นั่งมองอย่างตกตะลึงกับท่าทางและคำพูดของเธอ เขาไม่เคยเห็นเธอตอบโต้เขามาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องน้ำเสียงและสายตาแบบนั้นของเธอ น้ำเสียงที่มักขัดเขินเต็มไปด้วยความประหม่ากลับดุดันและแฝงไว้ด้วยความเสียใจ นัยน์ตาสีม่วงที่เคยหลุบลงต่ำยามที่เขาดุเธอกลับจ้องเขาอย่างไม่เกรงกลัว


แต่สิ่งที่ทำเขารู้สึกสะท้านไปทั้งตัวคือ หยดน้ำเล็กๆที่ปริ่มนัยน์ตาโกรธจัดคู่นั้นของเธอ


ความจริงที่ว่า เขาเป็นคนทำให้เธอต้องหลั่งน้ำตา ทิ่มแทงลงกลางใจเรียกให้เขาได้สติและคลายจากอารมณ์โกรธเกรี้ยวในทันใด คำพูดไร้น้ำใจของเขากำลังย้อนกลับมาทำร้ายตัวเขาเองอย่างสาสม


..เธอเจ็บ..

..หัวใจเขาเจ็บยิ่งกว่า..


เขาผุดลุกจากที่นั่งและใช้ก้าวพริบตาตามร่างของเธอไป




***************************************************************************************


เขาคว้าข้อมือเธอไว้ขณะที่เธอกำลังแทรกตัวผ่านประตูห้องนอนเล็ก เธอพยายามเกร็งและสะบัดข้อมือให้หลุด ไม่แม้แต่จะหันหน้ามามองเขา


"ลูเคีย.. " เขาเรียกเธอเสียงเบาผิดจากเมื่อครู่ที่เขาตวาดใส่เธออย่างลิบลับ มือแกร่งยังคงจับข้อมือเธอไว้แน่น


"..ปล่อย.." เสียงสั่นเครือของเธอกรีดลงหัวใจเขา เขาเห็นเธอใช้มืออีกข้างป้ายน้ำตาออกจากใบหน้าสวยของเธอ ใจเขาแทบสลาย



..ไม่มีทาง..

..ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าเด็ดขาด..



"ข้าบอกให้ปล่อย.." เธอย้ำ เสียงยังคงสั่นเพราะน้ำตาที่ยังรินไหลด้วยความน้อยใจเป็นที่สุด


เขาเมินสิ่งที่เธอพูด "หันหน้ามาลูเคีย" เขาสั่งเบาๆและกระตุกมือเธอให้หันมา แต่เธอฝืนตัวเองต่อต้านคำสั่งนั้น ร่างที่เล็กกว่ายังดึงดันจะหนีไป เขาไม่มีทางเลือกนอกจากออกแรงดึงเธออย่างแรงจนร่างเล็กปลิวเข้าแผ่นอกกว้าง เขาโอบมืออีกข้างรอบเอวเธอเพื่อไม่ให้เธอดิ้นหลุดไปไหนได้


"..ปล่อย.." เธอดิ้นขลุกขลักในวงแขนเขาทั้งที่รู้แก่ใจว่ายังไงก็ดิ้นไม่หลุด


"ไม่" เขาปฏิเสธคำสั่งของเธอ "จนกว่าเราจะคุยกันเสร็จ"


"คุย? นึกอยากจะคุยขึ้นมาแล้วหรือเจ้าคะ เบียคุยะซามะ?" เธอประชด พยายามทำเสียงให้เป็นปรกติให้มากที่สุด ใบหน้าหวานนั้นยังคงเบือนมองไปทางอื่นที่ไม่มีเขา "ขออภัย แต่ข้าไม่อยากคุย"


..ข้ารู้..

..ว่าข้าเป็นฝ่ายผิด..

..เพราะความฝันเมื่อคืน ทำให้ข้าโกรธตัวข้าเอง..

..ข้าไม่ได้โกรธเจ้า..

..แต่ข้ากลับเอาไปลงที่เจ้า..



"ขอโทษ.. " เสียงกระซิบหวานหูทำให้เธอนิ่งไป เธอยอมรับว่าคาดไม่ถึงที่คนอย่างเขาจะขอโทษ "เมื่อคืนข้าฝันร้าย..ก็เลยหงุดหงิด"


..เป็นเพราะข้าไร้เหตุผล..

..และควบคุมตัวเองไม่ได้..

..ถึงได้ทำร้ายจิตใจเจ้าโดยไม่รู้ตัว..



"ท่านอารมณ์เสีย แล้วมาลงที่ข้าเนี่ยนะ" เธอต่อว่าเขาด้วยสีหน้าบึ้งตึง อันที่จริงเธอก็ยอมให้อภัยเขาตั้งแต่เขาเอ่ยคำ ว่าขอโทษแล้ว แต่ก็ยังโกรธอยู่นิดๆจึงอดไม่ได้ที่จะต่อว่าเขากลับไป "เรารึก็อุตสาห์เป็นห่วง มาว่าไม่ใช่ธุระของข้าอีก ดี วันหลังข้าจะได้ไม่ถามอะไรท่านทั้งนั้น"


เขารู้ว่าเธองอนและอยากพูดประชดเขา อยากให้เขาเจ็บอย่างที่เธอเจ็บ..และมันก็ได้ผลอย่างที่เธอต้องการ คำพูดของเธอไม่กี่คำ ทำเขาเจ็บไปทั้งหัวใจ


แต่นั่นก็สมควรแล้วกับสิ่งที่เขาได้ทำลงไป.. สาสม


"ข้า..ไม่ได้ตั้งใจจะหมายความว่าอย่างนั้น" เขานึกหาคำมาอธิบายให้เธอฟัง พยายามหาเหตุผลดีๆสักข้อให้เธอสบายใจ ถึงจะรู้แก่ใจว่ากำลังโกหกก็ตาม "ข้าไม่อยากให้เจ้ากังวลกับเรื่องของข้า"



..เจ้าจะให้ข้าบอกเจ้ายังไงว่าข้านอนดึกเพราะอะไร..

..เจ้าจะให้ข้าบอกเจ้ายังไงว่าทำไมข้าถึงนอนไม่หลับ..

..เจ้าจะให้ข้าบอกเจ้ายังไงว่าข้าฝันถึงอะไร..



"อภัยให้ข้านะ" เขาว่าเรียบๆ แต่เป็นน้ำเสียงที่เธอชอบ ที่เธออยากฟัง เพราะมันทำให้เธอรู้ว่า 'เขามีหัวใจ'


เธอนิ่งแสร้งทำเป็นครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่แล้วตอบเสียงค่อย


"อืม..ก็ได้" เธอกระพริบตาเบาๆไล่น้ำตาที่เริ่มแห้งและตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมองเขา เธอเห็นนัยน์ตาสีเทาคู่นั้นกำลังขอโทษเธอ เขากำลังสำนึกเสียใจในสิ่งที่ทำไปจนทำให้เธอต้องร้องไห้ เธอจ้องมองมันอยู่นานจนเธอเริ่มถูกมันครอบงำและดึงเธอเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เธอเม้มกัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว เธอไม่อาจต้านแรงดึงดูดนั้นได้เลย สรรพเสียงรอบข้างหายไป ไม่เห็น ไม่ได้ยินอะไรอย่างอื่นอีก นอกจากนัยน์ตาสีหมอกตรงหน้า เธอรู้สึกถึงฝ่ามือหนาโอบอุ้มแก้มเธอ นิ้วข้างหนึ่งของเขาปาดหยดน้ำที่หลงเหลือบนใบหน้าเธอออกอย่างนุ่มนวล


เขาเช็ดน้ำตาให้เธอ ขณะที่เขาและเธอไม่สามารถละสายตาออกจากกันและกันได้ เธอดึงดูดเขา และเขากำลังดึงดูดเธอ ทั้งคู่ต่างดึงดูดซึ่งกันและกัน เขารู้สึกว่ากำลังจะไปไกลเกินกว่าจะย้อนกลับ กำลังจะก้าวข้ามเส้นบางๆที่เคยกั้นเขาและเธอไว้ ท้ายที่สุดเขาก็ลังเลที่จะข้ามมัน..



เขายังไม่พร้อมที่จะข้ามมันไป..



"..ลูเคีย.." เขาดึงตัวเองกลับมาในที่สุด เสียงอ่อนโยนนั้นดึงเธอกลับมาเช่นกัน


เธอกลอกตาไปมา นึกตกใจในสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น เสียงหัวใจเริ่มเต้นถี่รัวและสูบฉีดเลือดขึ้นใบหน้าจนแดงจัด เธอเบือนหน้าหนีเขาอีกหน


"คะ?"


เขาคลายอ้อมกอดเธอ ปล่อยร่างเธอเป็นอิสระ เธอหันกลับไปมองเขาที่ใบหน้ายังคงเรียบเฉย มีเพียงแววตาและน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงกว่าเดิม


"เก็บของซะ คุจิกิ ฟุคุไทโชว วันนี้ข้าจะเดินไปส่ง "


ลูเคียยิ้ม พลางยืดตัวตรงและโค้งคำนับเขา "ทราบแล้วค่ะ คุจิกิ ไทโชว"


ตอนนี้เรตจัดเต็มอีกตอนนะจ๊ะ
































DAMM IT!!


เจ้าบ้านตระกูลคุจิกิสบถเป็นครั้งที่เท่าไรไม่รู้ หลังจากนอนพลิกตัวไปมาอยู่อย่างนี้จนเกือบตีสามเพราะไม่อาจข่มตาหลับลงได้ เขายกมือก่ายหน้าผาก นัยน์ตาสีเทาดุจัดเพ่งมองเพดานอย่างหงุดหงิด


ทุกครั้งที่หลับตาลง ภาพของลูเคียเมื่อตอนเย็นจะปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าเขาจะพยายามลบภาพนั้นมากเท่าไรความพยายามนั้นก็ดูจะไร้ผล เมื่อภาพนั้นกลับเด่นชัดขึ้นทุกที หากยังมีสิ่งที่ทรมานเขายิ่งกว่า..


..การแข็งตัวใต้ชุดนอนของเขา


มือข้างหนึ่งของเขาจิกผ้าปูที่นอนแน่นจนยับย่นด้วยความโกรธ เขาโกรธตัวเองที่ไม่อาจหาทางดับอารมณ์ทางเพศอันรุนแรงที่มีต่อเธอลงได้ ทั้งที่เขาพยายามปลดเปลื้องมันด้วยการคิดถึงหน้าของฮิซานะขณะบำบัดความใคร่ของตัวเอง หากทว่านั่นกลับยิ่งตอกย้ำความอ่อนแอในใจเพราะเขาลืมไปว่าฮิซานะกับลูเคียนั้นหน้าตาราวกับพิมพ์เดียวกัน ไม่นานใบหน้าของฮิซานะก็ค่อยๆเปลี่ยนไปทีละน้อยและกลายเป็นหน้าของเธอในที่สุด


..มันผิด!..


..นางเป็นน้องสาวของฮิซานะ..


..เจ้าคิดกับนางแบบนั้นไม่ได้!!..


..มันผิด..


..มันผิด..


..มันผิด..


..มันผิด!..


..ผิดต่อตัวนางเอง..


..และผิดต่อฮิซานะ!!..


หากสิ่งที่คิดล้วนตรงข้ามกับการตอบสนองด้านร่างกายที่ดูจะไม่สนใจต่อความผิดบาปในใจของเจ้าของร่าง มันยังยืนยันในความต้องการของมันอย่างไม่ลดราวาศอก ยิ่งเขาเพิกเฉยต่อมัน มันก็ยิ่งสร้างความเจ็บปวดให้ร่างกายเขามากขึ้นอีก ลมหายใจถี่กระชั้นของเขาเต็มไปด้วยความต้องการที่กำลังไล่ต้อนเขาให้จนมุม


..ไม่..


..ไม่..


..ไม่มีวัน!!..


เขากำหมัดแน่นทุบลงบนฟูกนอนอย่างคั่งแค้น


..ครืด..


เสียงบานประตูห้องนอนเปิดออกพร้อมกับร่างเล็กในชุดยูคาตะสีขาวก้าวเข้ามาในห้อง เธอเลื่อนบานประตูปิดลงและเดินตรงมายังเขาอย่างเงียบงัน


นัยน์ตาสีเทาเปิดกว้างด้วยความตกใจขณะยันร่างขึ้นดูผู้มาเยือนด้วยศอก


"..ลูเคีย.." เขาเพ้อเรียกชื่อเธออย่างไม่เชื่อสายตา คิ้วเรียวสวยขมวดเข้มอย่างตึงเครียด


เธอหยุดยืนที่ข้างเตียงและนั่งลงข้างร่างของเขา เธอยื่นมือบางผลักที่อกเขาเบาๆให้ลงไปนอนพร้อมกับก้าวขึ้นเตียงและขึ้นคร่อมร่างของเขาโดยไม่พูดไม่จา


"เจ้า..จะทำอะไรน่ะ?" เขาถาม พลางใช้มือจับไหล่เธอไว้ไม่ให้เข้ามาใกล้กว่านั้น


เธอกลับแตะที่มือเขาและยกมันออกอย่างไม่ใส่ใจ


เธอก้มตัวลงกระซิบที่ข้างหูเขาแผ่วเบา "ข้ารู้ว่าท่านต้องการ" เธองับเข้าที่ติ่งหูนิดหนึ่ง เบียคุยะสะดุ้ง พยายามเบี่ยงกายหนีทว่ามือของเธอกดลงที่ไหล่เขาแน่นอย่างไร้ความเกรงใจ


เธอใช้ปลายลิ้นสะบัดเลียเข้าที่ลำคอเขา "เช่นเดียวกับที่ข้าต้องการท่าน"


เธอไม่ว่าเปล่า ปลายลิ้นอุ่นไล่เลียจากกกหูลากยาวลงมาถึงต้นคอ พร้อมกับปล่อยลมหายใจจางๆที่กระตุ้นให้ความซาบซ่านทวีคูณ


"อา..." เบียคุยะไม่อาจห้ามตัวเองไม่ให้ครางออกมาได้ เขาหายใจแรงพยายามควบคุมสติของตัวเองซึ่งทำได้ยากขึ้นทุกที


"..ลูเคีย..หยุด.." เขาสั่ง ทว่าน้ำเสียงนั้นไม่เด็ดขาดเหมือนอย่างเคย เขายกมือขึ้นดันเพื่อผลักร่างเธอออกไปอีกครั้ง หากคราวนี้เธอไม่ขัดขืนเช่นครั้งแรก


ลูเคียขยับถอยออกห่างไปแต่โดยดี ทว่าเธอกลับหยุดตรงต้นขาของเขา ก่อนจะก้มลงประคองส่วนนั้นของเขาไว้ในอุ้งมือเล็กอันอบอุ่น มันตอบสนองต่อการสัมผัสนั้นอย่างรวดเร็ว เบียคุยะช็อค


เธออาศัยจังหวะนั้นดึงกางเกงเขาลงอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันตั้งตัว มือหนาที่คว้ากางเกงไม่ทันสะบัดลงที่ผมเรียบลื่นของเธอ เขายันร่างตัวเองขึ้นนั่ง พยายามดันหัวลูเคียให้ออกไปให้พ้นจากร่างกายเขา


"ข้าบอกให้หยะ.. อาาาา.." เขาพูดไม่ทันจบก็ต้องครางออกมา เพราะเธอก้มลงเลียหยดน้ำที่ปลายยอดโดยไม่ฟังเสียงเขาเลยสักนิด เขาแอ่นหลังขึ้น ศีรษะตกไปด้านหลัง ปอยผมสีดำสนิทเปียกชุ่มด้วยเหงื่อระที่ใบหน้าหล่อเหลา


..ไม่นะ..


มือเรียวบางดึงรูดไว้จนตึงแล้วค่อยตวัดลิ้นไปรอบๆส่วนคอ


เขากัดฟัน ไม่ให้ตัวเองหลงระเริงไปกับมันและไม่ร้องครางออกมา แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขารู้สึกดีเหลือเกิน ทุกสัมผัสของเธอทำให้ร่างกายเขาเบาหวิวขึ้นทุกที ภาพเพดานที่เขาจ้องมองเริ่มพร่าเลือน เลือดในกายเดือดพล่าน


..ไม่!..


เธอรูดมันขึ้นลงเบาๆช้าๆและเริ่มส่งมันเข้าปากของเธอ ไอร้อนภายในช่องปากและการสัมผัสของส่วนยอดกับด้านในของลำคอกระตุ้นความหื่นกระหายที่อยู่นอกอำนาจจิตใจ เขาหายใจแรง ร่างกายร้อนราวกับกำลังถูกเผา


..ไม่ ไม่ ไม่..


"..หะ..หยุด..ที..อาาาา"


แม้ปากและจิตใจจะต่อต้าน ทว่าร่างกายกลับลิงโลดอยู่ในปากของเธอ


เขาออกแรงผลักหัวเธอ หวังว่าเธอจะลุกจากไป แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าเธอเม้มปากแน่นขึ้นและเริ่มรูดขึ้นลงช้าๆเน้นๆ เบียคุยะเจียนคลั่ง


"..ลู..เคีย.."


เขาเรียกเธอเสียงสั่น เริ่มจะคุมสติตัวเองไม่อยู่ ยิ่งเขาพยายามดันเธอออกก็ยิ่งทำให้เธอเร่งจังหวะขึ้น


เขาทิ้งกายลงบนเตียงด้วยสิ้นไร้หนทางขัดขืนและไม่อาจผลักไสเธอออกไป เขาจำนนต่อความต้องการทางร่างกายของตนเอง ได้แต่ทิ้งร่างลงบนเตียงและรับการปรนนิบัติจากเธอแต่โดยดี


เขารู้สึกถึงการแข็งตัวที่เพิ่มมากขึ้นอันเป็นสัญญาณว่าเขาใกล้จะถึงจุดสุดยอดเต็มที เธอเองก็คงรู้สึกได้เช่นกัน เธอรูดมันเร็วขึ้นจนในที่สุดร่างกายเขาก็เหยียดเกร็งพร้อมกับปล่อยของเหลวสีขาวขุ่นรสชาติประหลาดเข้าสู่ช่องปากของเธอ ร่างสูงนั้นเหยียดเกร็งและกระตุกอย่างแรงอยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่งของเหลวนั้นถูกขับออกจากร่างจนหมด เธอรูดมันช้าๆเบาๆเพื่อไล่ของเหลวที่ค้างท่ออยู่ออกมาจนหมด เธอไล้เลียมันทุกหยาดหยด


เขาเบิกตากว้าง..






ห้องนอนใหญ่ของเขาสว่างเรืองด้วยแสงแดดยามเช้าที่สาดเข้ามา เขาสัมผัสได้ถึงของเหลวที่เปียกแฉะอยู่บริเวณต้นขา


เขากัดฟันกรอดอย่างแค้นใจ ร่างสูงลุกขึ้นกระชากผ้าปูเตียงและฉีกทึ้งผ้าห่มราคาแพงออกจากเตียงด้วยอารมณ์ขุ่นมัวอย่างที่สุด




 

เรตจัดเต็มสุดๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

17.16 น.


เสียงน้ำจากฝักบัวในห้องน้ำของห้องนอนเล็กดังซู่ซ่าอยู่ไม่นานก็หยุดลงราวกับผู้ใช้ไม่อยากเสียเวลาอยู่ในห้องน้ำนานกว่านี้ หญิงสาวร่างเล็กรีบคว้าผ้าเช็ดตัวซับหยดน้ำตามร่างกายของตนอย่างเร่งรีบ มือข้างหนึ่งดึงหมวกอาบน้ำออกและเหวี่ยงไว้ที่ตะขอข้างประตู เธอเดินก้าวเท้าออกจากห้องน้ำ เท้าที่เปียกวาดลงบนพรมเช็ดเท้าขนสั้นพอหมาด มือซ้ายถอดผ้าเช็ดตัวออกแขวนไว้กับราวเล็กๆ มือขวาคว้ายูคาตะสีขาวจากไม้แขวนเสื้อมาสวมและผูกเชือกคาดเอวไว้อย่างลวกๆขณะเดินไปหยุดยืนข้างเตียง


เธอเอื้อมมือไปหยิบหนังสือเล่มหนาหน้าปกสีหวานที่โต๊ะพร้อมๆกับก้าวขาขึ้นไปนั่งบนเตียง เธอหยิบหมอนใบใหญ่ที่ใช้หนุนนอนตั้งขึ้นพิงหัวเตียง กะให้เอียงนิดๆพอนั่งสบาย แล้วจึงเอนหลังลงไป


มือเรียวบางแตะลงบนที่คั่นหนังสือลายชัปปี้ที่โผล่ขึ้นมาจากด้านบนและแง้มหนังสือออก เผยให้เห็นหน้าที่เธออ่านค้างไว้


..เหมันต์สีรุ้ง..


..หนังสือนิยายที่ยืมมาจากรันงิคุซัง..


..สนุกจนแทบวางไม่ลง..


ถึงขนาดต้องรีบกลับมาอาบน้ำ ยอมกระทั่งละทิ้งการนอนแช่น้ำในอ่างน้ำวนอันยั่วยวนใจแล้วเปลี่ยนไปเลือกอาบฝักบัวและไม่สระผม ด้วยหวังว่าระหว่างรอทานข้าวเย็นพร้อมเบียคุยะ เธอจะมีเวลาอ่านต่อได้อีกสักหลายๆหน้า


เธอไม่รอช้า ก้มลงอ่านหนังสือในมืออย่างใจจดใจจ่อ


..เขาและเธอวิ่งจูงมือกันไปในทุ่งหญ้าสีทองอร่ามกลางท้องฟ้ายามเย็นที่เป็นสีส้มสดใส..


..เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นและความรักที่เปี่ยมล้นของเขากำลังส่งผ่านมายังเธอทางอุ้งมือนุ่มนิ่มนั้น..


..เขาวิ่งช้าลง เธอชะลอฝีเท้าตาม เขาหยุดวิ่งและดึงร่างเธอเข้าสู่อ้อมกอดอันอบอุ่น..


..เขาใช้สองมือประคองใบหน้าหวานขึ้นสบตาและค่อยๆจุมพิตเธออย่างนุ่มนวล..



อาาา..


ลูเคียส่งเสียงครางเล็กน้อยขณะวาดภาพตามตัวหนังสือขึ้นในใจ เธอเห็นริมฝีปากของเบียคุยะที่กำลังกดทับริมฝีปากของเธอ ริมฝีปากอิ่มเผยอขึ้นเล็กน้อยเมื่อจินตนาการถึงแรงกดทับของเขาที่สัมผัสเธอ..


..


แววตาสีม่วงเปิดกว้างอย่างตกใจ


..ริมฝีปากของท่านพี่งั้นรึ?!..



ลูเคียขมวดคิ้ว สะบัดหน้าไปมาไล่ความคิดโง่งมของตัวเอง


..จะบ้าหรือไง! เจ้าคิดอะไรของเจ้าอยู่เนี่ย!!..


..กล้าดียังไงถึงได้คิดถึงท่านพี่ในด้านน่าอายแบบนั้น!!..



ใบหน้าหล่อเหลาของคนผู้นั้นปรากฏขึ้นในห้วงคิด แก้มเนียนร้อนวาบจนชา


..ก็รู้อยู่หรอกว่าท่านพี่น่ะหล่อ..


..ก็รู้อยู่หรอกว่าท่านพี่น่ะมีเสน่ห์เหลือล้น..


..ก็รู้อยู่หรอกว่าภายใต้หน้ากากเย็นชานั้นมีความอบอุ่นและอ่อนโยนซ่อนอยู่..


..ก็รู้อยู่หรอกว่าความรู้สึกนั้นของท่านพี่ มีไว้ให้ข้าคนเดียว..


..แต่การคิดถึงท่านพี่ในแง่นั้นมันเกินไป!!..


..ท่านพี่ไม่ใช่ของเจ้า!!..


..ไม่เคยใช่!!..


..และไม่มีวันใช่!!..


..ท่านพี่น่ะ..


..เป็นของท่านพี่ฮิซานะ!!..


..ตลอดมาและตลอดไป!!..


..อย่าได้คิดฝันอาจเอื้อมจะไขว่คว้า..


..อย่าได้คิดเลยเถิดแม้แต่นิดเดียว!!.. ลูเคีย!!



ลูเคียหรี่ตาลงด้วยความหงุดหงิดใจ มือซ้ายกำผ้าปูที่นอนจนยู่ยี่คามือ ผมสีดำสนิทส่ายไปมาเพื่อขับไล่ความคิดอันสับสน เธอถอนใจยาว ฝ่ามือเล็กๆตีแก้มตัวเองอย่างแรงจนขึ้นสีชมพูเรื่อ หวังว่าความเจ็บจะช่วยเรียกสติให้กลับคืนมา


เวลาผ่านไปชั่วอึดใจ ลูเคียกลอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่าย เธอตัดสินใจเอาเองว่านั่นเป็นสัญญาณที่ดีว่าเธอพร้อมจะเริ่มอ่านนิยายอีกครั้ง เธอกรีดนิ้วเปิดหน้าที่อ่านค้างไว้ขึ้นมา



..เธอไม่ขัดขืนเขาเฉกเช่นครั้งก่อนๆอีกแล้ว เขารู้สึกได้ถึงการตอบสนองของเธอ ริมฝีปากของเธอขยับตามเขาอย่างพอใจในรสจูบ นั่นยิ่งทำให้เขาต้องการเธอมากขึ้น เขาใช้ลิ้นแตะริมฝีปากของเธอเบาๆ เธอครางอย่างเป็นสุขก่อนจะเผยอปากขึ้นเล็กน้อยให้ลิ้นอุ่นของเขาเข้าไป..


..อืม..


ภาพของเบียคุยะปรากฏขึ้นอีกครั้งพร้อมกับรสจูบของเขาในภาพลวงตาที่เธอสร้างขึ้น


โครม!!!


ลูเคียเขวี้ยงหนังสือลงพื้นด้วยความอารมณ์เสียสุดขีด เมกุมิ สาวใช้ส่วนตัวเปิดประตูผางและวิ่งกระหืดกระหอบหน้าตาตื่นเข้ามา


"คุณหนูคะ! เกิดอะไรขึ้น!?!"


"ไม่มีอะไร"


"แต่ข้า.."


"ข้าบอกว่าไม่มีอะไร!!" ลูเคียขึ้นเสียงอย่างไม่พอใจ นัยน์ตาสีม่วงแข็งกระด้างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน "ออกไปได้แล้ว!!"


เมกุมิมองลูเคียด้วยความตกตะลึง แต่ไหนแต่ไรมาลูเคียไม่เคยวางท่าใส่บ่าวไพร่ในบ้าน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการพูดจาหยาบคายใส่เธอ สิบกว่าปีที่เธออยู่รับใช้ลูเคียต่อจากสาวใช้คนก่อน ลูเคียดีต่อเธอเสมอมา ทว่าวันนี้เจ้านายสาวของเธอดูแปลกไปจนเธอนึกเป็นห่วงไม่ได้ เมกุมิไม่นึกโกรธลูเคียที่ขึ้นเสียงกับเธอเลยสักนิด วันนี้เจ้านายเธอคงเจอเรื่องไม่ดีมาก็เป็นได้


"ข้าบอกให้ออกไป!!" ลูเคียตวาดย้ำด้วยเสียงโกรธเกรี้ยว


เมกุมิได้สติ ตัดสินใจคำนับและถอยออกจากห้องไปแต่โดยดี


ลูเคียมองตามหลังเมกุมิพร้อมทั้งขว้างตุ๊กตาชัปปี้ใส่อย่างควบคุมตัวเองไม่ได้


..บ้าเอ๊ยยย!!..


..บอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามคิดถึงท่านพี่ในแง่นั้น!!!..


..เจ้าเป็นตัวโง่งมแบบไหนกันลูเคียถึงพูดจาไม่รู้ฟัง!!!..


++ ข้าเองก็ไม่ได้อยากคิดถึงท่านพี่ในแบบนั้นสักหน่อย!! ++


เธอได้ยินเสียงที่สองในใจแว้ดสวนขึ้นมา.. ความคิดที่ขัดแย้งกันในตัวเธอเริ่มจะตอบโต้กันอย่างรุนแรง


++ ก็แค่นึกภาพตามนิยายเท่านั้น!! ++


++ ไม่ได้คิดอยากจะทำเรื่องแบบนั้นกับท่านพี่หรอกน่า!! ++


++ เจ้าก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าเรื่องของข้ากับท่านพี่ยังไงก็เป็นไปไม่ได้!! ขอแค่ได้คิดถึงในจินตนาการแค่นั้นเองไม่ได้หรือไงกัน!! ++



..


ลูเคียรู้สึกว่าความคิดแรกนั้นเงียบไปอย่างไร้ข้อโต้แย้ง เธอยิ้มเหี้ยมเกรียมอย่างเจ้าเลห์หลังเห็นด้วยกับความคิดที่ว่า "ก็แค่ในจินตนาการเท่านั้น ไม่เห็นเป็นไร" ไหล่บางไหวขึ้นเบาๆอย่างไม่แยแส


"นั่นสินะ ก็แค่ในจินตนาการเท่านั้น" เธอพึมพำ เริ่มรู้สึกว่าอารมณ์กลับมาดีอย่างน่าประหลาด เธอลุกไปหยิบหนังสือนิยายที่เธอขว้างไปที่ตกอยู่หน้าประตูขึ้นมาและกลับมานั่งที่เตียงอย่างเดิม





รอยยิ้มกรุ้มกริ่มประดับบนใบหน้าหวานหลังตัดสินใจอย่างแน่วแน่









------------------------------------------------------






..เขาประคองร่างบอบบางนั่งลงกับพื้น ขณะที่มือทั้งสองของเธอยังเกาะเกี่ยวอยู่ที่ไหล่ของเขา..





..เธอยังคงปล่อยให้เขารุกไล้ด้วยจุมพิตแสนหวานทว่าเร่าร้อน เธอเลื่อนมือขึ้นสัมผัสเส้นผมสีน้ำตาลเข้มของเขา ไรผมเนียนลื่นไหวผ่านซอกนิ้วของเธอ..



ฉากเลิฟซีนในหนังสือยังคงดำเนินต่อไปควบคู่กับภาพในจินตนาการของลูเคีย เมื่อชายหนุ่มในหนังสือยังคงมัวเมาในรสจูบอย่างยาวนาน เธอก็รู้สึกได้ถึงมวลพลังงานที่ก่อตัวตรงท้องน้อยพร้อมกับอาการเสียววาบเบาๆจนเธอต้องงอตัวขึ้น


..เขากดริมฝีปากลงที่ซอกคอของเธอ ไล้เลียหาจุดอ่อนไหวอยู่ชั่วครู่ก่อนจะดูดเบาๆที่จุดนั้น เธอแอ่นหลังขึ้นพร้อมกับปล่อยเสียงคราง..


ลูเคียเกลี่ยปลายนิ้วผ่านต้นคอ ความรู้สึกวาบหวามแผ่ซ่านตามทางที่ปลายลิ้นของเบียคุยะลากผ่าน เธอร้องฮืมมจากลำคอ


..เขาถอนจูบเร่าร้อนออกจากเธอ เธอมองสบตาเขาแล้วยิ้มอ่อนหวาน ร่างบางค่อยๆหมุนกายนั่งหันหลังให้เขา เอนหลังอกกว้างอันอบอุ่น แขนของเขาโอบรอบเอวเธออย่างหวงแหน เธอยกแขนโอบศีรษะเขาทำให้ร่างกายเธอกับเขาแนบชิดกันมากขึ้น..


ลูเคียยกแขนเกี่ยวรั้งพนักพิงของเตียงไว้ นัยน์ตาปรือลงขณะเบียคุยะโอบกอดเธอจากด้านหลัง


..มือเรียวของชายหนุ่มสอดมือเข้าไปในยูคาตะสีน้ำเงินเข้ม มือใหญ่ที่สัมผัสผ่านต้นขาทำให้ขาเธอสั่นระริกด้วยความเสียวซ่าน เขาหยุดมือตรงส่วนบอบบางของเธอ เธอรู้สึกถึงปลายนิ้วกลางของเขากำลังบดขยี้ติ่งเนื้อเล็กๆของเธอ เธอแอ่นหลังอย่างควบคุมไม่ได้ ศีรษะที่เงยขึ้นเบียดเข้ากับอกกว้างของชายหนุ่ม ปอยผมสีทองของเธอระอยู่ที่ต้นคอเขาอย่างเย้ายวน..


ลูเคียค่อยๆลากนิ้วลงไปยังจุดซ่อนเร้นของตัวเองก่อนจะพบว่ามันเปียกชุ่มทั้งที่เธอเช็ดให้แห้งหลังอาบน้ำไปแล้ว ปลายนิ้วของเบียคุยะที่ลากผ่านทำให้ตัวเธอสั่นเบาๆ แต่เธอกลับมีความสุขอย่างประหลาด เขาปลดเชือกผูกเอวของเธอออกอย่างแช่มช้า พลันยูคาตะสีขาวทิ้งตัวลงตามแรงโน้มถ่วงเปิดให้เห็นหน้าท้องแบนเรียบ สะโพกกลมกลึง แม้ชายเสื้อบางส่วนจะยังคงปิดปทุมถัน แต่ท่อนล่างนั้นว่างเปล่าไร้อาภรณ์บดบัง


..มืออีกข้างของเขานวดเฟ้นหน้าอกของเธอ ปลายนิ้วของเขาแตะคลึงที่ยอดอกจนมันชูชัน เธอร้องครางอีกครา..


ลูเคียวางหนังสือลงข้างตัวและยกมือข้างนั้นขึ้นเคล้าคลึงหน้าอกตัวเอง แรงสั่นเล็กๆทำให้เสื้อเปิดออกจนหมดเผยให้เห็นไหล่เนียนขาว ร่างเล็กงอตัว ขาเหยียดตึงหนีบแน่นด้วยความเกร็ง







********************************************************************






18.25 น.



เบียคุยะก้าวเท้าผ่านประตูใหญ่ที่มีข้ารับใช้ยืนเรียงแถวรอรับผู้เป็นเจ้าบ้านเมื่อกลับจากทำงาน ชายชราใส่แว่นผู้ยืนอยู่หัวแถวค้อมหัวให้เขาด้วยความเคารพนบนอบ


"ของที่สั่งไว้ได้หรือยัง" ผู้เป็นเจ้านายเอ่ยถามด้วยสีหน้าท่าทางที่เรียบเฉยอันเป็นปรกติวิสัย


ชายชรายิ้มกว้าง "นี่ขอรับ" พร้อมกับยื่นกล่องไม้ยาวราวหนึ่งศอกให้เบียคุยะ


เขาหยิบไปเปิดออกดูอยู่ชั่วครู่ และปิดกล่องนั้นไว้อย่างเดิม "ดี" เขาตอบสั้นๆขณะเดินไปหยุดที่เก็นคัง (บริเวณที่ถอดรองเท้า)


"ลูเคียล่ะ กลับมาหรือยัง"


"กลับมาแล้วขอรับ ตอนนี้อยู่ในห้องนอนขอรับ"


"งั้น-"


เขายังพูดไม่ทันจบ พลันรู้สึกถึงพลังวิญญาณของลูเคียที่แผ่ออกมาอย่างไร้การควบคุม เขาหันไปหาที่มาอย่างร้อนรนด้วยเกรงว่าจะเกิดเรื่องร้ายกับเธอ นัยน์ตาสีเทาขุ่นทอแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด


..จากห้องนอนเล็ก!..


ร่างสูงหมุนตัวออกวิ่งไปทางห้องนอนลูเคียทันที มือจับดาบแน่นพร้อมที่จะชักออกมาทุกเมื่อ หัวใจเขาเต้นแรง คิ้วขมวดแทบจะเป็นปมด้วยความเครียดจัด


..ลูเคีย..


..รอก่อนนะ ข้ากำลังไปหาเดี๋ยวนี้แล้ว..


มือใหญ่เอื้อมมือไปกระชากบานประตูให้เปิดออกอย่างแรง


ภาพตรงหน้าทำให้เขาขยับไม่ได้ และลืมแม้แต่จะหายใจ นัยน์ตาสีเทาเปิดกว้างอย่างไม่คาดคิด


เขาเห็นร่างเล็กๆของเธอนอนตะแคงหันหน้ามาทางเขาอยู่บนเตียง ขาข้างหนึ่งตั้งชัน มือซ้ายสอดอยู่ที่หว่างขาอันเปลือยเปล่า มืออีกข้างคลึงเค้นอยู่ที่หน้าอกเล็กแต่แน่นตึงของตน


แวบแรกที่เขาเห็น นัยน์ตาสีม่วงนั้นกำลังปรืออยู่อย่างเคลิบเคลิ้ม แต่เมื่อสบตาสีเทาของเขา นัยน์ตานั้นก็เปิดกว้างอย่างตกใจสุดขีด


เขารู้สึกราวกับมีก้อนบางอย่างมาจุกอยู่ที่ลำคอ นัยน์ตาสีเทาอ่านยากประสานเข้ากับนัยน์ตาสีม่วงชวนหลงใหลอยู่พักใหญ่ ก่อนเขาจะข่มใจเลื่อนประตูปิดไว้อย่างเดิม








..SHIT..



..FUCKING SHIT..








ร่างบางของลูเคียเดินไปตามโถงทางเดินไม้ที่ทอดยาวภายในที่ทำการหน่วยสิบสาม ท่ามกลางเสียงทักทาย "ลูเคียโดโนะ / คุจิกิ ฟุคุไทโชว" ตลอดทาง เธอยิ้มรับคำทักทายเหล่านั้นด้วยความเขินอายนิดๆ เธอเดินเลี้ยวซ้ายขึ้นบันไดกลางแล้วเดินเลี้ยวขวาไปจนเกือบสุดทาง เธอหยุดยืนที่หน้าประตูบานหนึ่ง


..ห้องทำงานของไคเอ็นโดโนะ..


ตั้งแต่ไคเอ็นตายไปในครั้งนั้น ห้องนี้ก็แทบจะเรียกได้ว่าถูกปิดตาย ทั้งเธอและอุคิทาเกะไทโชวต่างก็ไม่สามารถทำใจเปิดเข้ามาในห้องนี้ได้ มีเพียงคิโยเนะและเซ็นทาโร่ที่จะเข้ามาค้นหาเอกสารบ้างเป็นครั้งคราวก่อนที่คูคาคุซังจะมาเก็บของใช้ส่วนตัวของเขาออกไปทั้งหมด หลังจากนั้นห้องนี้ก็ไม่มีใครย่างกรายเข้ามาเยือนอีกเลย


เธอยิ้มให้กับตัวเอง เธอรู้สึกได้ถึงความกล้าที่จะช่วยเธอให้ก้าวผ่านมันไป หลังจากถูกช่วยชีวิตโดยอิจิโกะและการต่อสู้กับเออร์โรนีโร เอสปาด้าหมายเลขเก้า เธอตระหนักได้ว่าตอนนี้เธอเข้มแข็งพอที่จะเดินต่อไปข้างหน้า เธอไม่โทษตัวเองเรื่องของเขาอีกแล้ว เธอยื่นมือไปบิดลูกบิดประตูและเปิดมันออก


ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมเฉกเช่นครั้งสุดท้ายที่เธอได้เข้ามา.. วันที่เขาตาย


โต๊ะทำงานสีน้ำตาลตัวใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง หันหน้าออกไปยังหน้าต่าง เธอจำได้ดีของคำพูดที่เขาเคยพูดกับเธอ "หันหน้าออกหน้าต่างเพื่อจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก" ในเวลาว่างเธอมักจะเห็นเขานั่งชมวิวภายนอกอย่างมีความสุข ทั้งสายฝนพรำในฤดูฝน ปรอยหิมะในฤดูหนาว เฝ้าดูกลีบดอกซากุระเบ่งบานจนกระทั่งปลิดปลิวหลุดจากต้น หรือบางครั้งก็เฝ้ามองมิยาโกะซามะที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ที่ลานข้างๆด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขและเต็มไปด้วยความรัก


เธอเหลียวมองด้านขวามือก็พบตู้หนังสือขนาดใหญ่สูงห้าชั้นที่เมื่อก่อนเคยมีหนังสือวางอยู่เต็ม ซึ่งเธอก็เคยมาหยิบยืมไปอ่านหลายต่อหลายครั้งตามคำแนะนำของเขา ด้านซ้ายเป็นเก้าอี้โซฟายาวสีเขียวแก่พร้อมโต๊ะกลางตัวเล็กๆที่เธอ คิโยเนะ เซ็นทาโร่และมิยาโกะซามะมักจะมานั่งคุยกันในช่วงพักกลางวันอย่างสนุกสนาน บางวันที่อากาศดีหน่อยอุคิทาเกะไทโชวก็จะมาร่วมวงสนทนา ทำให้ห้องนี้ครึกครื้นอยู่เสมอ ถัดไปเป็นเคาท์เตอร์ครัวเข้ามุมเล็กๆสำหรับวางขนมนมเนยและชุดน้ำชาที่มิยาโกะซามะเตรียมไว้ให้พวกเธอไม่เคยขาด ชารสหวานหอมที่เขาชอบยังคงติดที่ปลายลิ้นของเธอ ลูเคียรู้สึกว่าขอบตาเริ่มจะร้อนผ่าวและมีน้ำตาคลอหน่วย


..ข้าจะเป็นรองหัวหน้าหน่วยที่ดีแบบท่านได้หรือเปล่านะ ไคเอ็นโดโนะ..


..ข้ออยากจะนำความสุข เสียงหัวเราะ และรอยยิ้มกลับมาให้ห้องนี้อีกสักครั้ง..


..คนอย่างข้า จะทำได้หรือเปล่านะ..


..เป็นกำลังใจให้ข้าด้วยนะคะ ไคเอ็นโดโนะ..


เธอยกมือบางปาดน้ำตาขณะเดินไปหยุดยืนที่โต๊ะทำงานตัวนั้น แม้จะไม่มีคนเข้ามาใช้ห้องนี้แต่เธอรู้ดีว่าอุคิทาเกะมักให้คนเข้ามาทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ เธอยืนเท้าโต๊ะมองออกไปนอกหน้าต่าง พลันผีเสื้อนรกปรากฏขึ้นในสายตา


..ยินดีด้วยกับตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วย มื้อเย็นวันนี้เวลาหนึ่งทุ่มตรง อย่ามาสาย

..คุจิกิ เบียคุยะ..




ลูเคียเบิกตากว้าง


..ข้อความจากท่านพี่..


เธอไหวไหล่น้อยๆมีรอยยิ้มเขินๆประดับใบหน้า เธอเดาว่าเขาคงอยากจะใช้เวลาฉลองกับเธอแต่กลัวว่าเธอจะติดนัดคนอื่นจึงต้องส่งข้อความมานัดไว้ล่วงหน้า (แน่ละ ยังมีงานเลี้ยงของหน่วย งานเลี้ยงของชมรมรองหัวหน้า แล้วก็สมาคมยมทูตสตรีอีกนี่นะ)


เธอหันกลับมาสนใจโต๊ะทำงานที่บัดนี้กลายมาเป็นของเธอ


..จะเอาอะไรมาวางไว้บ้างดีนะ..


หมอนอิงลายชัปปี้ กระถางดอกไม้เล็กๆสักอัน ชุดเครื่องเขียนครบชุด และที่ขาดไม่ได้ก็ต้องเป็นกระดาษวาดรูป มีห้องส่วนตัวแบบนี้ เวลาว่างคงได้วาดรูปอย่างสบายใจ.. เธอคิดอย่างมีความสุข



..ก๊อก ก๊อก..


เสียงเคาะประตูเรียกให้เธอละความสนใจจากโต๊ะทำงานหันไปมอง ชายหนุ่มผมสีทองยืนเอามือไพล่หลังยิ้มหวานให้เธอเหมือนกับครั้งแรกที่เธอและเขาเจอกัน เธอยิ้มตอบแล้วเอ่ยทัก


"ไม่เจอกันนานนะ โคคุโตะ"


เขาโค้งให้เธอ ใบหน้ายังมีรอยยิ้มพราย "สิบห้าปี ลูเคียโดโนะ"


เธอยักไหล่เบาๆ พลางยิ้มขัน "ครั้งนั้นเจ้ายังสูงพอๆกับข้าอยู่เลย ไม่ทันไรโตเป็นหนุ่มซะแล้ว" เธอแซว พลางกะประมาณความสูงของเขา สิบห้าปีจากเด็กน้อยตัวเท่าเธอ บัดนี้เธอคาดว่าเขาคงสูงพอๆกับเร็นจิ


"แต่ท่านไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด" เขาว่ายิ้มๆ "ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตอนนั้นข้าถึงคิดว่าท่านอายุเท่าข้า"


"ข้าสูงขึ้นนะ!" เธอแย้งอย่างไม่จริงจังนัก "ถึงจะหน่อยเดียวก็เถอะ!"


เขาหัวเราะคิกคัก เดินเข้ามาใกล้เธอ "แต่ท่านยังสวยเหมือนเดิม" เขาว่าเสียงเบาแค่พอได้ยินแค่สองคน


ลูเคียรู้สึกว่าแก้มร้อนวูบ นัยน์ตาสีม่วงสดใสมองจ้องนัยน์ตาสีทองที่สั่นระริกอย่างลองเชิง


..เจ้าเด็กนี่..


..ปากดีไม่มีเปลี่ยน..


โคคุโตะยังคงไม่ยี่หระกับสายตานั้นของลูเคีย


"ท่านเป็นเหตุผลให้ข้าเลือกหน่วยสิบสาม ลูเคียโดโนะ" เขายิ้มบางๆ


ลูเคียส่งสายตาท้าทาย "งั้นรึ แต่ข้าไม่ออมมือให้เจ้าหรอกนะ ถึงจะเป็นว่าที่เจ้าบ้านซึซึมุระก็ตาม"


เขายักไหล่ "ไม่เป็นไร ขอแค่ได้อยู่ใกล้ๆท่านก็พอ" เขาพูดเนิบๆแต่มีท่าทีเอาจริง


ลูเคียหรี่ตามองอีกฝ่าย


..โคคุโคะ..


..เจ้านี่มัน..


"อ้อ จริงสิ ข้ามัวแต่มองท่าน ลืมไปเลยว่าข้ามีของขวัญมาให้ท่านด้วย" เขาหยิบตุ๊กตาชัปปี้ตัวเท่าฝ่ามือในชุดกระโปรงสีชมพูออกมาจากด้านหลังส่งให้เธอ ลูเคียทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย "คิดเสียว่าเป็นของขวัญยินดีกับตำแหน่งใหม่ก็แล้วกัน"


ลูเคียยื่นมือไปรับ "เอ่อ ขอบใจ"


"ด้วยความยินดี ลูเคียโดโนะ" เขาโค้งหัวให้นิดหนึ่ง


ลูเคียมองชัปปี้ตัวจ้อยในมือก่อนจะกรีดร้องเมื่อเห็นโบว์สีชมพูเล็กๆที่หูข้างซ้ายของชัปปี้ "นี่มันรุ่นจำนวนจำกัดนี่นา! มีแค่ห้าตัวเท่านั้นในเซย์เรย์เทย์!"


โคคุโตะพยักหน้ารับ ฉีกยิ้มกว้างอย่างพอใจเมื่อเห็นเธอชอบของขวัญที่เขาให้ "ข้าจำได้ว่าท่านชอบชัปปี้"


ลูเคียยิ้มหน้าบาน "ขอบใจมาก โคคุโตะ รุ่นนี้ข้าไม่ทันซื้อเพราะว่า.." เธอหยุดเว้นวรรค เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ แต่แล้วก็กลับมายิ้มร่าเริงได้อีก "ตอนนั้นโดนขังอยู่ที่หอสำนึกผิด"


โคคุโตะอึ้งไป สีหน้าสลดลงเพราะคิดไม่ถึง "ข้า..ไม่ได้ตั้งใจ"


ลูเคียเห็นอีกฝ่ายซึมลงถนัดตาก็รู้ทันทีว่าเขาคิดว่ามันไปกระตุ้นความทรงจำที่ไม่ดีของเธอและคงกลัวว่าเธอจะไม่พอใจ เธอยิ้มหวานแล้วเดินเข้าไปหา ตบแขนเขาเบาๆ


"ไม่เป็นไร อย่าคิดมากโคคุโตะ ตอนนั้นข้าโดนขังอยู่ก็จริง แต่มันไม่แย่นักหรอก อีกอย่างนึง ข้าก็ยังไม่โดนประหารสักหน่อย ข้าไม่ได้คิดมากเรื่องนั้นหรอกนะโคคุโตะ"


เขาถอนใจ ยิ้มอย่างไม่เต็มใจนัก


"เจ้าคงได้ยินแล้วว่ามันเป็นแผนของไอเซ็น โซซึเกะ" เธอว่ายิ้มๆ พยายามไม่ให้เขาคิดมาก


"ถ้าข้าเกิดเร็วกว่านี้อีกสักหน่อย คงได้ช่วยท่านอีกแรง" เขาว่าเศร้าๆ "เสียดาย.. "


"ลูเคียยยยยยยย"


เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นหน้าประตูขัดจังหวะคนทั้งคู่


"เร็นจิ!"


ชายหนุ่มผมสีแดงเพลิงก้าวเข้ามาในห้องพร้อมลิลลี่สีขาวช่อเล็กๆห่อด้วยกระดาษสีเขียวอ่อนในมือ เขามองโคคุโตะด้วยสีหน้าประหลาดใจ


"ซึซึมุระ โคคุโตะ นี่อาบาราอิ เร็นจิ รองหัวหน้าหน่วยหก" ลูเคียแนะนำ โคคุโตะหันไปคำนับ


เร็นจิผงกหัวตอบอย่างอารมณ์ดี "ยินดีที่ได้รู้จักโคคุโตะ"


"ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวก่อนดีกว่าครับ" โคคุโตะว่าพลางยิ้มน้อยๆ และเดินออกจากห้องไป


เร็นจิมองตามหลังโคคุโตะแล้วหันไปหาลูเคีย "เอานี่ ยินดีด้วยคุจิกิฟุคุไทโชว" เขาว่าล้อๆ ยื่นช่อลิลลี่ให้เธอ


"ขอบใจเร็นจิ" เธอรับช่อกุหลาบไปอย่างยินดี


"แต่ก็ยังช้ากว่าข้าล่ะน้า ฮ่าฮ่าฮ่า" เร็นจิหัวเราะเสียงดัง หลังจากเกทับเจ้าหล่อนได้ ลูเคียตบเข้าที่หลังของเร็นจิเต็มแรงอย่างหมั่นไส้


"แค่สองปีเองเจ้าบ้า!"


ทั้งคู่มองสบตากันแล้วหัวเราะคิกคัก


"ข้ายินดีกับเจ้าด้วยจริงๆนะลูเคีย" เขาว่าอย่างจริงใจ ลูเคียพยักหน้ารับ "จริงสิ เด็กใหม่เมื่อกี๊นี้ เจ้าว่านามสกุลอะไรนะ"


"ซึซึมุระ"


เร็นจิเลิกคิ้ว "เห ซึซึมุระที่เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ใช่หรือเปล่า"


ลูเคียพยักหน้า เร็นจิยังทำหน้างง


"แปลกดีแฮะ ข่าวว่าไม่ถูกกับคุจิกิไม่ใช่หรือไง"


ลูเคียเบ้ปากนิดๆอย่างไม่ใส่ใจทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าอะไรทำให้โคคุโตะเลือกหน่วยสิบสามหน่วยเดียวกับเธอ แต่เธอคิดว่าจะเป็นการดีกว่าถ้าไม่บอกเร็นจิ


"ช่างเถอะ เจ้าว่างหรือเปล่าลูเคีย ไปหาอะไรอร่อยๆกินกัน ข้าเลี้ยงเอง"


ลูเคียทำตาวาว "ดีสิ งั้นก็อย่าช้า ไปกันเลย เจ้าคิ้วตลก"



********************************************************************



เบียคุยะยกมือเคาะประตูห้องทำงานของเร็นจิสามครั้ง ทว่าไร้เสียงตอบรับ นัยน์ตาสีเทาหรี่ลงด้วยความหงุดหงิดใจ เขาถือวิสาสะเปิดประตู


..เจ้าบ้านั่น ยังไม่กลับมาอีกรึ..


เขาบ่นในใจเมื่อเห็นว่าห้องรองหัวหน้าของตนว่างเปล่า เขาเดินไปที่โต๊ะทำงานของเร็นจิ หยิบกองเอกสารที่ทำเสร็จแล้วขึ้นมา ขณะหมุนตัวจะเดินกลับก็เห็นหนังสือเวียนของวันนี้เข้า เขาหยิบขึ้นมาอ่าน


นัยน์ตาเย็นเยือกเพ่งมองอยู่ที่ชื่อชื่อหนึ่งที่ปรากฏอยู่ด้านล่างชื่อของลูเคีย



..ซึซึมุระ โคคุโตะ..


"ท่านรองอาบาราอิคะ เซ็นรับหนังสือเวียนด้วยค่ะ" ยมทูตสาวใบหน้าจิ้มลิ้มจากหน่วยหนึ่งยื่นเอกสารสองสามฉบับให้เร็นจิที่กำลังนั่งก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่


เขายื่นมือไปรับเอกสารนั้นโดยไม่หันไปมอง พู่กันในมือตวัดเซ็นชื่อลงบนกระดาษใบแรกและส่งคืนให้หญิงสาว เขาเห็นเธอโค้งคำนับที่หางตาก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าของเธอหายลับไป เขาโยนหนังสือเวียนที่เพิ่งรับมาบนกองกระดาษสูงที่อยู่ขวามืออย่างไม่ใส่ใจนัก


..หัวหน้านะ หัวหน้า ..


..ทำไมต้องมาเร่งเอางานเอกสารภายในวันนี้ด้วยนะ..


เขาเขี้ยวฟันอย่างขุ่นใจเมื่อเหลียวมองเอกสารสูงหนึ่งคืบด้านซ้ายมือ แล้วหันมาจดจ่อกับงานตรงหน้าอีกครั้ง แต่ทำได้ไม่นานก็ต้องเหวี่ยงพู่กันในมือทิ้งไปอย่างหงุดหงิด


..น่าเบื่อชะมัด งานเอกสารพวกนี้..


เขาเอามือประสานท้ายทอย เอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน


..เสียเวลาไปฝึกหมด..


..เฮ้อ..


..ช่วงนี้เป็นช่วงรับเด็กใหม่นี่นา ทำไมยังไม่มีคำสั่งออกมาซักทีนะ..


..คันไม้คันมือ อยากฝึกเด็กใหม่จะแย่อยู่แล้ว..


..เฮ้อ..


เขาถอนใจอีกรอบและตัดสินใจลุกขึ้นยืนยืดเส้นยืดสาย (ทั้งที่เพิ่งนั่งทำงานได้ครึ่งชั่วโมง) ร่างสูงเหวี่ยงแขนตัวเองไปมาราวกับเมื่อยล้าเสียเต็มประดา แต่มือเจ้ากรรมพลันปัดไปโดนเอกสารด้านขวามือบางส่วนจนปลิวหล่นลงที่พื้น


ชายหนุ่มยืนนิ่งมองเอกสารที่วางแผ่บนพื้นอย่างเหนื่อยหน่ายอยู่ครู่หนึ่ง และค่อยๆย่อกายลงเก็บ


..หนังสือเวียนเมื่อกี๊นี้?..


เขาหยิบมันขึ้นมาดูพร้อมๆกับลุกขึ้นยืน


..เอ๋..


..มีชื่อของยัยนั่นด้วย?!..


..


เขาไล่สายตาอ่านเอกสารนั้นตั้งแต่ต้น ก่อนจะกรีดร้องโหยหวนดังลั่นที่ทำการหน่วยหก








ผีเสื้อนรกกระพือปีกเบาๆเพื่อทรงตัวอยู่บนนิ้วเรียวยาวของเบียคุยะโดยไม่ใส่ใจต่อเสียงกรีดร้องจากห้องข้างๆ ชั่วพริบตาที่เสียงร้องหยุดลงบานประตูห้องหัวหน้าของเขาก็เปิดออกอย่างรุนแรงพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของเร็นจิที่โผล่พรวดเข้ามาโดยไม่ได้ขออนุญาต


"ไทโชวววววว**!!"

(taichou (ไทโชว) = หัวหน้าหน่วย, fukutaichou (ฟุคุไทโชว) = รองหัวหน้าหน่วย .. คือ เราว่าเรียกตามการออกเสียงแบบญี่ปุ่นแล้วมันน่ารักดี มันให้ความรู้สึกดีกว่าการพิมพ์ว่า "หัวหน้า" นิดหน่อย : ไรท์เตอร์)


ผีเสื้อนรกกระพือปีกถี่ขึ้นพาร่างเล็กๆลอยสูงและบินออกไปทางหน้าต่าง


"ไม่รู้จักการเคาะประตูหรือไงเร็นจิ" เขาถามเสียงเย็น


แต่เร็นจิกลับทำราวไม่ได้ยิน "ลูเคียน่ะ.. "


"ถ้าเป็นเรื่องรองหัวหน้าหน่วยล่ะก็ ข้ารู้แล้ว"


เร็นจิเบิกตากว้าง


"ทะ ท่านรู้อยู่แล้ว?"


เขาพยักหน้าช้าๆแทนคำตอบ


Flashback


สายลมที่พัดผ่านสระน้ำกว้างช่วยพัดความเย็นจากสระเข้าสู่เรือนหลังใหญ่ด้านหลังที่ทำการหน่วยสิบสามหรือที่เรียกขานกันทั่วว่า "วังฤดูฝน" ทำให้ตัวเรือนไม่ร้อนจัดจนเกินไปในช่วงกลางฤดูร้อนเช่นนี้


ช่วงยามเย็นที่พระอาทิตย์เริ่มคล้อยหลัง อุคิทาเกะ จูชิโร่ มักออกมายืนรดน้ำต้นบอนไซอย่างอารมณ์ดี แต่นั่นไม่ใช่วันนี้


เขากำลังรอคอยการมาของเบียคุยะที่เขาส่งข้อความไปหาเมื่อตอนบ่ายด้วยมีเรื่องสำคัญอยากจะคุย..เรื่องของลูเคีย


หลังจบศึกฤดูหนาว เขาก็คิดว่าถึงเวลาแล้วเสียทีที่หน่วยสิบสามจะต้องมีรองหัวหน้าแทนไคเอ็น และเขามองไม่เห็นว่าจะมีใครเหมาะสมไปมากกว่าลูเคีย


ว่ากันตามตรง การแต่งตั้งรองหัวหน้าหน่วยถือเป็นเรื่องอันแสนธรรมดา แต่ที่ไม่ธรรมดาคือการที่ลูเคียอยู่ใต้ชายคาของเบียคุยะ คนที่เขาเคยสัญญาด้วยว่าจะไม่ให้เธอได้รับตำแหน่งนักสู้มีอันดับอย่างเด็ดขาด แต่นี่เขากำลังจะให้เธอรั้งตำแหน่งรองหัวหน้า เขาคาดเดาได้ไม่ยากว่าเบียคุยะต้องไม่ยอมอย่างแน่นอน.. นั่นแหละที่เขาหนักใจ


เขาหยิบกรรไกรขึ้นตัดกิ่งบอนไซเล็กๆออกอย่างระมัดระวังก่อนจะสัมผัสได้ถึงแรงกดดันวิญญาณอันคุ้นเคยจากด้านหลัง เขาลดกรรไกรลงและหันไปทักทาย


"สวัสดีเบียคุยะ"


ร่างสูงของอีกฝ่ายก้มหน้าเล็กน้อยเป็นการตอบรับ "ท่านต้องการพบข้า มีธุระอะไร"


อุคิทาเกะวางกรรไกร และเดินไปนั่งที่ชานเรือน "นั่งก่อนสิ อากาศดีแบบนี้ นั่งจิบน้ำชาไประหว่างคุยก็ไม่เลวนักหรอกนะ"


เบียคุยะไม่ตอบคำ แต่ก็หมุนตัวไปนั่งตามคำเชิญ อุคิทาเกะรินน้ำชาลงในแก้วและส่งให้


"ขอบคุณ"


เขามองหน้าชายหนุ่มรุ่นน้องก่อนจะตัดสินใจพูด


"ข้าเชิญเจ้ามาคุยเรื่องลูเคีย ข้าจะแต่งตั้งนางเป็นรองหัวหน้าหน่วย"


"ข้าจำได้ว่าเราเคยคุยกันเรื่องนี้แล้ว อุคิทาเกะไทโชว" เบียคุยะยกชาขึ้นจิบ


"ข้ารู้ แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วเบียคุยะ" เขาเว้นจังหวะรอฟังคำแย้งจากเบียคุยะ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังเงียบ เขาจึงพูดต่อ "ตำแหน่งนี้ว่างมานานเกินไป และปู่ยามะก็เร่งรัดหลังจากจบศึกฤดูหนาวว่าหน่วยสิบสามควรหาคนมาเติมตำแหน่งให้เต็มและถ้าจะให้ดีก็ควรจะเป็นนาง เพราะนางสังหารระดับอารันคาร์กับเอสปาด้าลำดับที่เก้าได้.."


"แต่นางเกือบตายถ้าข้าตามไปไม่ทัน" เบียคุยะแย้งขึ้นในทันที มือนั้นบีบถ้วยชาแน่นอย่างข่มโทสะ


"เรื่องนั้นข้ารู้ เบียคุยะ"


"ทำไมไม่แต่งตั้งคนจากหน่วยอื่นขึ้นมาแทน"


"เพราะข้าต้องการคนใน และลูเคียรู้งานของตำแหน่งนี้ดี"


"ข้าปฏิเสธ"


"เบียคุยะ" เขารู้อยู่แล้วว่าเบียคุยะต้องไม่ยอมแน่ "ที่ข้าเรียกเจ้ามาครั้งนี้ข้าไม่ได้เรียกมาเพื่อขออนุญาตจากเจ้า ข้าเรียกมาเพื่อให้เจ้าได้รับรู้เอาไว้ว่าไม่ว่ายังไง ข้าก็จะแต่งตั้งนางเป็นรองหัวหน้า"


เบียคุยะยิ้มกลับเหี้ยม "ต่อให้ท่านแต่งตั้งนางเป็นรองหัวหน้า ท่านคิดว่าเส้นสายของตระกูลคุจิกิจะปลดนางออกทีหลังไม่ได้หรือไร"


"เจ้า!.." อุคิทาเกะตวาดใส่อย่างเหลืออด เขาหายใจแรงพยายามข่มความโกรธ "เจ้าคิดบ้างหรือเปล่าว่านางจะรู้สึกยังไง เจ้าบอกว่านางคือศักดิ์ศรีของเจ้า แต่สิ่งที่เจ้าทำกลับเป็นการไม่ให้เกียรตินาง!"


เบียคุยะนิ่งไป ราวกับคำพูดนั้นแทงใจดำ อุคิทาเกะถอนใจ


"ข้ารู้เบียคุยะ ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงนาง แล้วข้าไม่ห่วงนางหรือยังไง" เขาว่าอย่างเหนื่อยอ่อน "ที่ผ่านมานางก็เหมือนลูกสาวข้า แต่ข้าไม่อาจฉุดรั้งนางไว้กับที่ได้ เจ้าก็เห็นไม่ใช่หรือว่านางพยายามฝึกฝนแค่ไหน เข้มงวดกับตัวเองแค่ไหน พิสูจน์ตัวเองแค่ไหน เจ้าไม่รู้หรือไงว่าทุกอย่างที่นางทำไปนั้นก็เพื่อเจ้า เพื่อตระกูลคุจิกิของเจ้า"


".." เบียคุยะนั่งมองน้ำชาก้นถ้วยในมือด้วยอับจนคำพูด


"ที่นางต้องการก็แค่.. การยอมรับจากเจ้า..เบียคุยะ"


ชายหนุ่มหลับตาลงอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะลุกขึ้นยืนหันหลังให้เตรียมจะเดินออกไป ลมเย็นจากสระน้ำพัดชายเสื้อคลุมสะบัดไปมา


"ถ้าเช่นนั้นก็ทำตามที่ท่านเห็นสมควร"


End of flashback



"พิธีรับตำแหน่งจัดขึ้นเช้าวันนี้ที่หน่วยสิบสาม" เบียคุยะบอกเรียบๆ


เร็นจิตาค้าง "ถ้าอย่างนั้น..ข้าไปหานางนะ.. " เขาขออนุญาตอย่างเกรงๆ


"ตามสบาย แต่งานต้องเสร็จก่อนเที่ยง เข้าใจหรือเปล่า"


"ครับ ไทโชว" เร็นจิรับคำด้วยหัวใจพองโตและรีบออกไปจากห้องในทันที